
มาเรีย เรสซา ผู้สื่อข่าวเจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ เตือนว่า ปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังจะพรากเจตจำนงอิสระและความสามารถในการตัดสินใจไปจากมนุษย์ เว้นแต่นานาประเทศจะเร่งออกกฎหมายควบคุมตั้งแต่ตอนนี้ หลังจากก่อนหน้านี้ AI ได้ฉกฉวยความสนใจของผู้คนผ่านโซเชียลมีเดีย และแทรกแซงกลไกทางชีวภาพด้วยการบงการความต้องการความผูกพันของมนุษย์
เรสซาเป็นผู้สื่อข่าวชาวฟิลิปปินส์-อเมริกัน ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพร่วมประจำปี 2564 จากการเปิดโปงอิทธิพลของบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยี ปัจจุบันเธอดำรงตำแหน่งประธานร่วมในคณะทำงานวิทยาศาสตร์อิสระระหว่างประเทศว่าด้วยปัญญาประดิษฐ์ของสหประชาชาติ (UN) มีภารกิจประเมินผลกระทบของ AI ต่อวิถีชีวิตผู้คนทั่วโลก และเป็นผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารสำนักข่าวแรปเปลอร์ (Rappler)
เรสซาให้สัมภาษณ์ระหว่างเดินทางไปร่วมการประชุมว่าด้วยภัยคุกคามต่อระบอบประชาธิปไตย ณ กรุงออสโล ประเทศนอร์เวย์ ว่า ประชาชนต้องรวมพลังกดดันให้นักการเมืองออกกฎหมายกำกับดูแล AI
“การเรียกร้องกฎหมายควบคุมไม่ใช่เรื่องการจำกัดเสรีภาพในการแสดงออก แต่เป็นเรื่องความปลอดภัยของสาธารณชน”
“ฉันคิดว่าเรามาถึงจุดที่ถ้ายังไม่ทำอะไร เราจะเข้าสู่จุดพลิกผัน… ถ้าเราไม่ยื่นมือเข้าไปสกัดตอนนี้ ทุกอย่างจะหลุดมือจนควบคุมไม่อยู่”
เรสซากล่าวว่า สิ่งที่เรียกว่าปัญญาประดิษฐ์นั้น แท้จริงไม่ได้เป็นสิ่งประดิษฐ์และไม่ได้มีสติปัญญาจริง ๆ โดยมีพัฒนาการมาราว 70 ปี และส่งผลกระทบต่อสังคมมาแล้ว 3 ระลอก
- ระลอกแรก: ระบบอัลกอริทึมบนโซเชียลมีเดียที่แย่งชิงความสนใจของผู้คน จนนำไปสู่การแบ่งขั้วทางความคิดในสังคมและทำให้คนรู้สึกแปลกแยกโดดเดี่ยว
- ระลอกสอง: การแฮกระบบชีววิทยาของมนุษย์ โดยอาศัยความต้องการความผูกพันใกล้ชิด เช่น แชตบอตต่าง ๆ
- ระลอกสาม: ภัยคุกคามต่อเจตจำนงอิสระ (Agency) ของมนุษย์ จากการมาถึงของโมเดล AI ขั้นแนวหน้า (Frontier Models) อย่าง AI เชิงเอเจนต์ (Agentic AI) และระบบเอเจนต์ร่วม ซึ่งไม่ได้หยุดอยู่แค่การสร้างเครื่องจักรเลียนแบบมนุษย์ แต่เริ่มลงมือทำงานแทนมนุษย์โดยตรง
ส่วนกรณีที่ฝ่ายคัดค้าน รวมถึงโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ปฏิเสธการควบคุม AI เพราะกังวลว่าจะพ่ายแพ้การแข่งขันทางเทคโนโลยีให้แก่จีนนั้น เรสซามองว่าเป็นเพียงการ “พูดให้ดูดี”
“จริง ๆ แล้ว จีนสร้างกลไกป้องกันให้ประชาชนของเขา มากกว่าที่ซิลิคอนแวลลีย์ทำให้คนทั้งโลกเสียอีก ถ้าดูติ๊กต๊อกเวอร์ชันที่เปิดใช้ในจีน เขามีการกำหนดอายุผู้ใช้”
นอกจากนี้ เรสซายินดีที่สหภาพยุโรป (EU) และหลายประเทศนำโดยออสเตรเลีย กำหนดเกณฑ์อายุขั้นต่ำในการใช้โซเชียลมีเดีย แต่ชี้ว่ามาตรการดังกล่าวยังแก้ปัญหาไม่ตรงจุด เพราะเครื่องมือที่บริษัทเทคโนโลยีพัฒนาขึ้นมีคุณสมบัติที่ทำให้ผู้ใหญ่เสพติดได้เช่นเดียวกัน
“เรารู้อยู่แก่ใจว่ามันเป็นภัย บริษัทเทคโนโลยีก็ควรเอาฟีเจอร์ที่ทำให้เสพติดออกไป ไม่ใช่ทำแค่กับเด็กวัยรุ่น แต่ต้องทำเพื่อพวกเราทุกคน เพราะไม่ใช่แค่เยาวชนเท่านั้นที่ถูกบงการทางการเมืองในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก”
ทั้งนี้ เรสซาเสนอแนะว่า สังคมควรสร้างแพลตฟอร์มการสื่อสารที่บริหารโดยกลุ่มสาธารณประโยชน์ และอยู่นอกเหนือการควบคุมของกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ (Big Tech) ในลักษณะเดียวกับการจัดสร้างสวนสาธารณะ ซึ่งแรปเปลอร์ได้ริเริ่มแนวคิดนี้ด้วยการเปิดตัวแพลตฟอร์มชุมชนออนไลน์ “Rappler Communities” เมื่อปี 2566
โดย พสิษฐ์ อุ่นเมตตาจิต/กนิษฐ์นุช สิริสุทธิ์





