
นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) เปิดเผยผลการประชุมครม.เงา ครั้งที่ 12 กล่าวถึงกรณีรัฐบาลเตรียมต่ออายุโครงการไทยช่วยไทยพลัส โดยโยกวงเงินจากส่วนที่กำหนดไว้สำหรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานมาใช้ว่า การนำงบประมาณราว 2 แสนล้านบาทไปใช้กระตุ้นการบริโภคเพียงด้านเดียวอาจไม่ตอบโจทย์เศรษฐกิจในระยะยาว โดยเฉพาะเมื่อรัฐบาลยังไม่มีมาตรการที่เป็นรูปธรรมเพียงพอในการช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs และแก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำซึ่งมองว่าเป็นการใช้เงินเพื่อรักษาคะแนนนิยมทางการเมืองมากกว่าจะช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากวิกฤตพลังงานอย่างตรงจุด
*เสนอ 4 มาตรการรักษาซัพพลายเชนยานยนต์ไทย ย้ำปรับภาษี EV อย่างเดียวไม่พอ
ส่วนกรณีนโยบายอุตสาหกรรมยานยนต์ พรรคประชาชนเรียกร้องให้รัฐบาลรับมือกับปัญหาของอุตสาหกรรมนี้มาหลายปีแล้ว แต่รัฐบาลกลับเพิ่งจะเริ่มขยับหลังเกิดกระแสข่าวเกี่ยวกับการแย่งฐานการลงทุนในภูมิภาค แต่แนวทางที่กำลังพิจารณากลับมุ่งไปที่มาตรการทางภาษี โดยเฉพาะการขึ้นภาษีสรรพสามิตรถ EV นำเข้า
ทั้งนี้ หากเป้าหมายที่แท้จริง คือ การรักษา Local Content ก็ควรจะเป็นการใช้ชิ้นส่วนและวัตถุดิบในประเทศ รวมไปถึงการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับซัพพลายเชนไทย เพราะการขึ้นภาษีสรรพสามิตเป็นเพียงมาตรการทางอ้อม และไม่เพียงพอที่จะรับประกันว่าจะบรรลุเป้าหมายดังกล่าว
ทั้งนี้ นายวีระยุทธ เสนอ 4 มาตรการที่ควรดำเนินการโดยตรง ได้แก่
1. ตรวจสอบหลักเกณฑ์การนับ Local Content ของผู้ผลิต EV ที่ได้รับเงินอุดหนุนและอยู่ระหว่างการผลิตชดเชยให้เข้มงวดขึ้น เพื่อให้เกิดการใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศจริง
2. ส่งเสริมการลงทุนที่ทำให้อุตสาหกรรมไทยก้าวไปสู่ยานยนต์แห่งอนาคต ไม่ยึดติดเฉพาะ Local Content แบบเดิม เช่น สนับสนุนการตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนาในประเทศ และการพัฒนาระบบซอฟต์แวร์สำหรับยานยนต์สมัยใหม่
3. จัดสรรงบประมาณและกำหนด KPI สำหรับการพัฒนาทักษะแรงงานในอุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งมีอยู่ประมาณ 4-5 แสนคน เพื่อให้แรงงานจากอุตสาหกรรมเครื่องยนต์สันดาปสามารถเปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรม Hybrid และ EV ได้
4. สนับสนุน SMEs ในอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ โดยเฉพาะผู้ประกอบการ Tier 3 และ Tier 4 ให้สามารถปรับเครื่องจักรและกระบวนการผลิตรองรับมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมในตลาดส่งออก ซึ่งมีข้อกำหนดด้านการตรวจสอบย้อนกลับการปล่อยคาร์บอนมากขึ้น
โดย ฐานิสร์ ทองนอก/รัชดา คงขุนเทียน





