
ดัชนีดาวโจนส์ร่วงลงกว่า 100 จุดในวันนี้ ก่อนการตัดสินใจครั้งสำคัญเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ซึ่งอาจเป็นจุดเริ่มต้นของวงจรการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งใหม่ของเฟด
ณ เวลา 21.21 น.ตามเวลาไทย ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ [DJI.X] ลบ 168.18 จุด หรือ 0.32% สู่ระดับ 51,924.93 จุด
ตลาดหุ้นวอลล์สตรีทคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในวันนี้เพื่อจัดการกับเงินเฟ้อที่ยังคงปรับตัวสูงกว่าเป้าหมาย 2% ของเฟด
ตลาดจับตาผลการประชุมนโยบายการเงินของเฟดในคืนนี้ รวมทั้งถ้อยแถลงของนายเควิน วอร์ช ประธานเฟด
นอกจากนี้ นักลงทุนจับตารายงานคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยนโยบาย (Dot Plot) ของเจ้าหน้าที่เฟด และตัวเลขประมาณการเศรษฐกิจสหรัฐ ได้แก่ ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) อัตราว่างงาน และอัตราเงินเฟ้อ
ล่าสุด FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนัก 92.7% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับ 3.75-4% ในการประชุมวันนี้ และให้น้ำหนัก 7.3% ที่เฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมดังกล่าว
หากเฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยตามคาดในวันนี้ ก็จะเป็นการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนก.ค.2566 ซึ่งนับตั้งแต่นั้นมา เฟดได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ย 6 ครั้ง รวม 1.75%
เมื่อหนึ่งเดือนก่อน นักลงทุนให้น้ำหนักเพียง 36% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 16 ก.ย. เนื่องจากตลาดคาดว่า ตัวเลขเงินเฟ้อจะผ่อนคลายลง
อย่างไรก็ดี หลังจากที่นายเควิน วอร์ช ประธานเฟด กล่าวสุนทรพจน์ในการประชุมประจำปีของเฟดที่เมืองแจ็กสันโฮล ที่บ่งชี้การใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวด การคาดการณ์ของตลาดเกี่ยวกับทิศทางอัตราดอกเบี้ยของเฟดก็ได้เริ่มเปลี่ยนแปลงไป
นอกจากนี้ การที่สหรัฐเปิดเผยข้อมูลเงินเฟ้อที่น่าผิดหวัง ประกอบกับตลาดแรงงานที่เริ่มแข็งแกร่งขึ้น และการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันดิบเหนือระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ก็ได้ยิ่งตอกย้ำคาดการณ์การคุมเข้มนโยบายการเงินของเฟด
นักเศรษฐศาสตร์ของมอร์แกน สแตนลีย์ ระบุในรายงานว่า บริษัทได้เปลี่ยนแปลงคาดการณ์จากเดิมที่มองว่าเฟดจะไม่ขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ มาเป็นการคาดการณ์ว่าเฟดจะขึ้นอัตราดอกเบี้ย 2 ครั้ง โดยเฟดจะขึ้นดอกเบี้ยหนึ่งครั้งในวันที่ 16 ก.ย. และอีกหนึ่งครั้งในเดือนธ.ค.
นายไมเคิล กาเพน หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของมอร์แกน สแตนลีย์ กล่าวว่า “เหตุผลแรกและเป็นเหตุผลสำคัญที่สุดก็คือ การชะลอตัวของเงินเฟ้อยังเกิดขึ้นไม่เร็วพอที่จะทำให้เฟดมีความมั่นใจว่า เงินเฟ้อจะกลับมาอยู่ที่ระดับ 2% และจะสามารถกลับสู่ระดับดังกล่าวได้ภายในระยะเวลาที่เหมาะสม”
“ก่อนหน้านี้ เราคาดการณ์ว่าเฟดจะไม่ขึ้นดอกเบี้ย โดยตั้งอยู่บนสมมติฐานว่า เงินเฟ้อจะแสดงให้เห็นถึงความคืบหน้ามากเพียงพอจนทำให้เฟดมีความมั่นใจ และทำให้พวกเขาไม่จำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย”
“แม้เราเห็นหลักฐานจำนวนมากที่สนับสนุนว่าเงินเฟ้อกำลังชะลอตัวลง แต่เรายังไม่แน่ใจว่าการชะลอตัวนั้นเกิดขึ้นเร็วเพียงพอ หรือมีความชัดเจนมากเพียงพอที่จะทำให้เฟดพอใจ”
ด้านนายเบรนท์ วิลซีย์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนของ Wilsey Asset Management กล่าวว่า หากเฟดตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมวันนี้ ก็อาจส่งผลกระทบต่อตลาดและต่อเฟดเอง
เขากล่าวว่า “หากเฟดตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยในวันนี้ การตัดสินใจดังกล่าวอาจสร้างความประหลาดใจต่อตลาดหุ้น และโดยทั่วไปแล้ว ตลาดมักไม่ตอบรับในทางที่ดีต่อสิ่งที่สร้างความประหลาดใจ”
“นอกจากนี้ การที่เฟดคงดอกเบี้ยยังอาจทำลายความน่าเชื่อถือของเฟด และทำให้ความกังวลกลับมาอีกครั้งว่า เฟดกำลังยอมอ่อนข้อให้กับแรงกดดันทางการเมือง เพื่อให้อัตราดอกเบี้ยยังคงอยู่ในระดับเดิม”
ที่ผ่านมา รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ มักกดดันเฟดให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ย
นายโจนาธาน ไพรเออร์ ผู้บริหารร่วมฝ่ายซื้อขายเงินตราต่างประเทศของ Marex กล่าวว่า เฟดกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงใหม่ของนโยบายการเงิน
“ก่อนหน้านี้ในช่วงต้นปี ดูเหมือนว่าเรากำลังเข้าสู่วงจรการปรับลดอัตราดอกเบี้ย ซึ่งอาจดำเนินต่อเนื่องเป็นเวลา 6 หรือ 12 เดือน แต่ตอนนี้ความรู้สึกกลับกลายเป็นว่า สถานการณ์ได้เปลี่ยนไปแล้ว”
“ธนาคารกลางต่าง ๆ กำลังพยายามตัดสินใจอย่างสมเหตุสมผล และจัดการกับปัญหาเงินเฟ้อ โดยเฉพาะเงินเฟ้อที่เกิดจากปัจจัยด้านอุปทาน ในช่วงเวลาที่ตลาดพันธบัตรทั่วโลกกำลังได้รับความสนใจอย่างมาก” เขากล่าว
โดย ก้องเกียรติ กอวีรกิติ




