ส.อ.ท. ขานรับมติ กอช. ประกาศความพร้อมรับรอง Made in Thailand ชู 3 อุตสาหกรรมยุทธศาสตร์

สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ตอบรับนโยบายจากการประชุมคณะกรรมการพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งชาติ (กอช.) ล่าสุด เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2569 ได้มีมติเห็นชอบในหลักการข้อเสนอกลไกการดำเนินการยกระดับศักยภาพอุตสาหกรรมเศรษฐกิจผ่านกลไกการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐที่ส่งเสริมการใช้สินค้าที่ผลิตในประเทศ โดยมุ่งเน้นผลักดันผลิตภัณฑ์ที่มีศักยภาพใน 3 กลุ่มอุตสาหกรรมเศรษฐกิจที่มีมูลค่าสูง ได้แก่ อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ อุตสาหกรรมระบบราง และอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์

จึงประกาศความพร้อมในการให้การรับรองสินค้า Made in Thailand (MiT) แก่ผู้ประกอบการใน 3 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ซึ่งล้วนเป็นอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ที่มีความสำคัญต่อความมั่นคงของประเทศ และมีโอกาสที่ภาครัฐจะเพิ่มสัดส่วนการจัดซื้อจัดจ้างได้อีกมหาศาล ดังนี้

อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ : จากเหตุการณ์ชายแดนที่ผ่านมา ภาคอุตสาหกรรมป้องกันประเทศได้มีการสนับสนุนภาครัฐ ดังนั้นการส่งเสริมใช้สินค้าจากอุตสาหกรรมป้องกันประเทศที่ผลิตภายในประเทศ จะช่วยเสริมสร้างความมั่นคง ลดการพึ่งพาการนำเข้าอาวุธและยุทโธปกรณ์จากต่างประเทศ และมีความพร้อมในการซ่อมบำรุง ผลิตอะไหล่ หรือพัฒนาอาวุธได้เองเมื่อเกิดเหตุการณ์วิกฤต โดยอุตสาหกรรมนี้มีงบประมาณด้านการเสริมสร้างกำลังกองทัพในปี พ.ศ. 2569 มูลค่า 34,076 ล้านบาท และมีการนำเข้าในปี พ.ศ. 2568 ประมาณ 83,518 ล้านบาท ซึ่งปัจจุบันรัฐมีการจัดซื้อจากผู้ประกอบการภายในประเทศเพียง 2%เท่านั้น จึงเป็นโอกาสใหญ่ของผู้ผลิตไทย

อุตสาหกรรมระบบราง : การใช้หัวรถจักรและขบวนรถไฟที่ประกอบภายในประเทศ จะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษารถไฟตลอดอายุการใช้งาน 25 ปี และป้องกันการถูกผูกขาดเงื่อนไขและราคาชิ้นส่วนจากต่างชาติ โดยกระทรวงคมนาคมมีแผนความต้องการจัดซื้อระบบรางในช่วงปี พ.ศ. 2567-2577 (รวมหัวรถจักร ตู้โดยสาร และตู้สินค้า) มูลค่ารวมสูงถึง 203,860 ล้านบาท

อุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ : ช่วยเพิ่มความมั่นคงด้านสาธารณสุข ลดพึ่งพาการนำเข้า และทำให้ประเทศสามารถจัดหาอุปกรณ์ที่จำเป็นได้อย่างต่อเนื่องเมื่อเกิดสภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุข เช่น การระบาด COVID-19 เมื่อปี พ.ศ. 2562-2565 ที่ผ่านมา โดยในปี พ.ศ. 2568 มีการนำเข้าสูงถึง 95,185 ล้านบาท ขณะที่มีฐานงบประมาณรองรับจากการเบิกจ่ายของ 3 กองทุนหลักประกันสุขภาพของภาครัฐรวมกว่า 35,000 – 42,000 ล้านบาทต่อปี ในช่วงปี พ.ศ. 2565-2569

นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า “ปัจจุบันภาครัฐถือเป็นผู้ซื้อหลักในทั้ง 3 อุตสาหกรรม หากภาครัฐปรับเปลี่ยนนโยบายจากการนำเข้าสินค้า มาเป็นการจัดซื้อจัดจ้างสินค้าที่ผลิตภายในประเทศ จะช่วยลดการใช้เงินตราต่างประเทศ ส่งเสริมการหมุนเวียนเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจ และขยายศักยภาพผู้ประกอบการไทยไปสู่ตลาดส่งออกได้อย่างยั่งยืน”

ทั้งนี้ สินค้าที่ผ่านการรับรอง Made in Thailand (MiT) จะได้รับสิทธิประโยชน์เป็นแต้มต่อทางราคา 5% ในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ สำหรับการพิจารณาออกใบรับรอง MiT ของ ส.อ.ท. นั้น ได้กำหนดหลักเกณฑ์ไว้ 4 สูตร เพื่อให้รองรับรูปแบบการผลิตที่หลากหลาย ได้แก่

สูตรที่ 1  (ต้นทุนในประเทศ) : ใช้วัตถุดิบ ค่าแรง และค่าผลิตในประเทศ ตั้งแต่ 40% ขึ้นไปของราคาสินค้า

สูตรที่ 2  (วัตถุดิบนำเข้า) : มีสัดส่วนวัตถุดิบนำเข้าจากต่างประเทศ ไม่เกิน 60% ของราคาสินค้า

สูตรที่ 3  (เปลี่ยนพิกัดสินค้า) : กรณีไม่ผ่านเกณฑ์สูตร 1 และ 2 โดยมีการนำเข้าวัตถุดิบมาผ่าน กระบวนการผลิตในไทย จนได้สินค้าสำเร็จรูปที่มีเลขพิกัดศุลกากรเปลี่ยนไปจากวัตถุดิบเดิม

สูตรที่ 4  (กระบวนการผลิต) : วัตถุดิบนำเข้ามีพิกัดศุลกากรตรงกับสินค้าสำเร็จรูป ไม่ผ่านสูตร 3 แต่กระบวนการผลิตหรือแปรรูปที่มีกระบวนการซับซ้อน และต้องใช้ทักษะความชำนาญภายในประเทศ

อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการที่มีความพร้อมในการเข้าสู่ตลาดการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ สามารถดำเนินการติดต่อประสานงานเพื่อขอยื่นรับการรับรอง MiT ได้ทันทีตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป หรือสามารถสอบถามรายละเอียดและประสานงานได้ที่งาน Made in Thailand (MiT) สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

โดย เสาวลักษณ์ อวยพร