“มาครง” ส่งท้ายเวที UN ซัดแผนสันติภาพ “ทรัมป์” แค่ปาหี่น่าอดสู ชี้ระเบียงมนุษยธรรมกาซายังปิดสนิท

ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง แห่งฝรั่งเศส ขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ส่งท้ายบนเวทีสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UNGA) เมื่อวันอังคาร (22 ก.ย.) โดยปัดตกคำอวดอ้างของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เรื่องการบรรลุสันติภาพในกาซา ชี้เป็นเรื่องน่าอดสูเพราะระเบียงมนุษยธรรมยังไม่เปิดแม้แต่วินาทีเดียว ด้านทำเนียบขาวสวนกลับ ยันทรัมป์คือผู้ยุติสงครามตัวจริง

ปธน.มาครงได้ขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ ณ สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ นครนิวยอร์ก ซึ่งถือเป็นการขึ้นเวที UNGA ครั้งสุดท้ายก่อนที่เขาจะหมดวาระการดำรงตำแหน่งในเดือนพ.ค. ปีหน้า โดยมีใจความสำคัญวิพากษ์วิจารณ์คำกล่าวอ้างของปธน.ทรัมป์ที่พยายามยกย่องแผนสันติภาพในฉนวนกาซาว่าเป็นชัยชนะครั้งประวัติศาสตร์ทางการทูต

ผู้นำฝรั่งเศสได้ทุบแท่นปราศรัยพร้อมกล่าวด้วยน้ำเสียงดุดันว่า สิ่งที่โลกกำลังเห็นอยู่นี้เป็นเพียงละครปาหี่ที่ประชาคมโลกควรละอายใจ พร้อมตั้งคำถามถึงความน่าเชื่อถือของกลไกสากล

“เมื่อหนึ่งปีก่อน ณ ห้องประชุมแห่งนี้ มีประเทศราวสิบกว่าแห่งให้การรับรองรัฐปาเลสไตน์ แม้จะมีเสียงเย้ยหยันว่าการรับรองเป็นเพียงเศษกระดาษ แต่เราจะเหลือความน่าเชื่อถืออะไรได้อีก หากยังคงนิ่งเฉยต่อโศกนาฏกรรมในกาซา บางคนโอ้อวดถึงสันติภาพจอมปลอม แต่สันติภาพนั้นกลับไม่เคยเปิดทางให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเข้าถึงได้เลยแม้แต่วินาทีเดียว เราจะทนยืนดูปาหี่อันน่าอดสูนี้ต่อไปเฉย ๆ หรือ” ปธน.มาครงกล่าว

ด้าน แอนนา เคลลี รองโฆษกทำเนียบขาว ได้ออกแถลงการณ์ตอบโต้ท่าทีของผู้นำฝรั่งเศส โดยระบุว่า ปธน.ทรัมป์คือผู้ที่ยุติสงครามระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮามาส ช่วยเหลือตัวประกันที่มีชีวิตทั้งหมดกลับมา และส่งคืนร่างผู้เสียชีวิตให้แก่ครอบครัว นอกจากนี้ ทรัมป์กำลังเป็นผู้นำในการขับเคลื่อน “แผนสันติภาพ 20 ข้อ” (20-Point Plan) ในกาซา ในขณะที่ผู้นำคนอื่นเอาแต่พูด ปธน.ทรัมป์กลับเป็นผู้เผชิญหน้าและลงมือแก้ปัญหาอันซับซ้อนนี้โดยตรง และไม่มีใครทุ่มเทเพื่อสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาคนี้มากไปกว่าเขาอีกแล้ว

แม้ปธน.มาครงจะเคยเผชิญเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากนักการเมืองและนักเคลื่อนไหวในประเทศว่า ขาดการขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรมนับตั้งแต่ประกาศรับรองรัฐปาเลสไตน์เมื่อเดือนก.ย. ปีที่แล้ว อย่างไรก็ดี ฝรั่งเศสได้ยกระดับท่าทีแข็งกร้าวต่อกรณีความรุนแรงโดยกลุ่มผู้ตั้งถิ่นฐานชาวอิสราเอลในเขตเวสต์แบงก์ ด้วยการประกาศมาตรการคว่ำบาตรระดับชาติ และเริ่มกระบวนการแบนสินค้าที่ผลิตจากนิคมผู้ตั้งถิ่นฐานชาวอิสราเอลในเขตเวสต์แบงก์ที่ถูกยึดครอง

ปธน.มาครงกล่าวเสริมถึงสถานการณ์ในเวสต์แบงก์ว่า มีการละเมิดสิทธิเกิดขึ้นทุกเมื่อเชื่อวัน ทั้งที่กลุ่มฮามาสไม่เคยมีปฏิบัติการใด ๆ ในพื้นที่ดังกล่าว การกระทำเหล่านี้กำลังบั่นทอนความเป็นไปได้ของกระบวนการสร้างสันติภาพ ซึ่งควรตั้งอยู่บนพื้นฐานของการเคารพสิทธิอันชอบธรรมในการมีตัวตนอยู่ของชาวปาเลสไตน์ พร้อมเตือนว่า ผู้ใดที่หลงเชื่อว่าการละเมิดอธิปไตยของประเทศเพื่อนบ้านโดยรอบจะช่วยค้ำประกันความมั่นคงให้อิสราเอลได้นั้น ถือเป็นความคิดที่ผิดพลาด และจะยิ่งบั่นทอนความมั่นคงของอิสราเอลเองในระยะยาว

ในช่วงท้าย ผู้นำฝรั่งเศสเตือนนานาชาติถึงอันตรายของการที่โลกจะหวนกลับไปสู่ “กฎแห่งป่า” (Law of the jungle) ที่ขับเคลื่อนด้วยอำนาจและการบีบบังคับ แทนที่จะเป็นสังคมระหว่างประเทศที่ศิวิไลซ์ พร้อมเรียกร้องให้ประชาคมโลกยืนหยัดเคียงข้างสหประชาชาติ เพื่อปฏิเสธระเบียบใหม่ที่ยอมให้เกิด “การกระทำผิดโดยไม่ต้องรับโทษ”

“ขอสหประชาชาติจงเจริญ!” ปธน.มาครงกล่าวทิ้งท้าย

โดย พสิษฐ์ อุ่นเมตตาจิต/กัลยาณี ชีวะพานิช