ดาวโจนส์ดิ่งเกือบ 400 จุด ราคาน้ำมัน,บอนด์ยีลด์พุ่งฉุดตลาด

ณ เวลา 20.31 น.ตามเวลาไทย ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ [DJI.X] ลบ 382.12 จุด หรือ 0.74 สู่ระดับ 51,446.50 จุด

นักลงทุนพากันเพิ่มน้ำหนักต่อคาดการณ์ที่ว่า เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 2 ครั้งภายในปีนี้ หลังการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ ขณะที่เจ้าหน้าที่เฟดกล่าวสนับสนุนการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ

ล่าสุด FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนัก 68.1% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับ 4.00-4.25% ในการประชุมเดือนต.ค. จากเดิมที่ให้น้ำหนัก 57.6% เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

นอกจากนี้ นักลงทุนให้น้ำหนัก 55.1% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 0.25% สู่ระดับ 4.25-4.50% ในการประชุมเดือนธ.ค. จากเดิมที่ให้น้ำหนัก 44.1% เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกทะยานขึ้นกว่า 3% ในวันนี้ ล่าสุด ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) พุ่งทะลุระดับ 95 ดอลลาร์/บาร์เรล ขณะที่ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ทะลุ 108 ดอลลาร์/บาร์เรล หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ ปฏิเสธข้อเสนอสันติภาพของอิหร่าน ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อยุติความขัดแย้งในตะวันออกกลางและเปิดช่องแคบฮอร์มุซ

ทั้งนี้ ปธน.ทรัมป์ปฏิเสธข้อเสนอแบบมีเงื่อนไขของอิหร่านที่จะเปิดช่องแคบฮอร์มุซ และบอกกับผู้ช่วยของเขาว่า เขาคาดว่าสหรัฐจะกลับมาโจมตีอิหร่านอีกครั้งหลังการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพฤศจิกายน

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี ซึ่งเป็นอัตราอ้างอิงหลักสำหรับการกำหนดอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อที่อยู่อาศัย สินเชื่อรถยนต์ และหนี้บัตรเครดิต พุ่งขึ้นแตะระดับ 5.200% ส่วนอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 30 ปี ซึ่งโดยทั่วไปมักตอบสนองต่อความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 5.500% ซึ่งต่างก็ปรับตัวใกล้ระดับสูงสุดในรอบหลายปี

นักลงทุนจับตาตัวเลขเศรษฐกิจหลายรายการในสัปดาห์นี้ ได้แก่ ดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ประจำเดือนสิงหาคม ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ให้ความสำคัญ โดยจะมีกำหนดประกาศในวันพุธ ส่วนตัวเลขภาคการผลิตของสหรัฐ มีกำหนดเผยแพร่ในวันพฤหัสบดี ขณะที่รายงานการจ้างงานนอกภาคเกษตรประจำเดือนกันยายน ซึ่งตลาดจับตามองอย่างใกล้ชิด มีกำหนดเปิดเผยในวันศุกร์

โดย ก้องเกียรติ กอวีรกิติ