KTAM ชี้ช่องออมยาวพร้อมลดหย่อนภาษีปี 69 เปิดโพย 3 สไตล์ลงทุน RMF & ThaiESG

นางชวินดา หาญรัตนกูล กรรมการผู้จัดการ บลจ. กรุงไทย (KTAM) มองว่า กองทุนเพื่อสิทธิประโยชน์ทางภาษี จัดว่าเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยทั้งการวางแผนภาษี การสร้างวินัยการออม และการสะสมความมั่งคั่งในระยะยาว โดยผู้ลงทุนควรเลือกกองทุนให้สอดคล้องกับเป้าหมาย ระยะเวลาการลงทุน และระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ จึงแนะนำการลงทุน 3 สไตล์ ทั้งในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) และกองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน (ThaiESG) เพื่อเป็นแนวทางสำหรับผู้ลงทุนที่มีความต้องการแตกต่างกัน

โดยผู้ที่ลงทุนใน ThaiESG ในปีภาษี 2569 นี้ ·สามารถลงทุนได้ไม่เกิน 30% ของเงินได้พึงประเมิน และไม่เกิน300,000 บาทต่อปี โดยไม่รวมกับเงินสับเปลี่ยนจาก LTF ในปี 2568 และไม่นับรวมเงินออมเพื่อการเกษียณอื่น ๆ จึงเป็นโอกาสสำคัญสำหรับผู้ลงทุนที่ต้องการใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีพร้อมสร้างการลงทุนระยะยาว โดยทั้ง 3 สไตล์การลงทุน ประกอบด้วย

สไตล์สบายๆ เน้นโอกาสสร้างความมั่นคงให้พอร์ต แนะนำ กองทุนเปิดกรุงไทยตลาดเงิน เพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF4) (ความเสี่ยงระดับ 1) เน้นลงทุนในตราสารภาครัฐไทย โดยส่วนที่เหลือจะลงทุนในหรือมีไว้ซึ่งเงินฝาก ตราสารแห่งหนี้ และ/หรือตราสารทางการเงินอื่น และ กองทุนเปิดกรุงไทย ตราสารภาครัฐ ESG (ชนิดไทยเพื่อความยั่งยืน) (KTESGSI-ThaiESG) (ความเสี่ยงระดับ 3) เน้นลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล พันธบัตรหรือหุ้นกู้ที่กระทรวงการคลังค้ำประกันเงินต้นแต่ไม่รวมถึงหุ้นกู้แปลงสภาพ ซึ่งเป็นพันธบัตรหรือหุ้นกู้เพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม Green Bond) พันธบัตรหรือหุ้นกู้เพื่อความยั่งยืน (Sustainability Bond) หรือพันธบัตรหรือหุ้นกู้ส่งเสริมความยั่งยืน (Sustainability – Linked Bond) โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80% ของ NAV

โดยตลาดตราสารหนี้ไทยแม้ได้รับแรงกดดันจากภาวะตลาดตราสารหนี้โลก แต่ยังมีปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่งในหลายด้าน ทั้งแนวโน้มดอกเบี้ย เงินเฟ้อ และฐานะการคลัง ส่งผลให้แนวโน้มระดับผลตอบแทนพันธบัตรที่ปรับเพิ่มขึ้นช่วยเพิ่มความน่าสนใจแก่การลงทุนในตราสารหนี้ไทย ขณะที่เกณฑ์การลงทุนใน ESG ได้ช่วยคัดกรองบริษัทที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแลกิจการ ทำให้มีโอกาสสร้างผลตอบแทนได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว

สไตล์ค่อยเป็นค่อยไป เน้นสมดุลสร้างโอกาส โดยเน้นการกระจายการลงทุนในหลากหลายสินทรัพย์ ทั้งหุ้น ตราสารหนี้ และการลงทุนทางเลือก เพื่อเปิดรับโอกาสจากการเติบโตของเศรษฐกิจโลก ขณะเดียวกันยังช่วยลดผลกระทบจากความผันผวนของตลาดในแต่ละช่วงเวลา โดยเฉพาะในสภาพแวดล้อมที่ปัจจัยเศรษฐกิจและการเมืองโลกซึ่งยังมีความไม่แน่นอนสูง จึงแนะนำ กองทุนเปิดกรุงไทย World Class Moderate เพื่อการเลี้ยงชีพ (KTWC-MODERATE RMF) (ความเสี่ยงระดับ 5) เน้นลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมทั้งในและต่างประเทศที่ลงทุนในตราสารหนี้ หุ้น ตราสารกึ่งหนี้กึ่งทุน ทรัพย์สินทางเลือก และเงินฝาก ซึ่งกองทุนจะลงทุนอย่างน้อย 2 กองทุนขี้นไปโดยกองทุนกำหนดสัดส่วนการลงทุนในหุ้นไม่เกิน 70% ของง NAV โดยสัดส่วนการลงทุนโดยเฉลี่ยในระยะยาวในตราสารหนี้ราว 50% และหุ้น 50% (ที่มา: KTAM, Fidelity International ณ วันที่ 31 ส.ค. 69) และ กองทุนเปิดกรุงไทย ESG A Grade 70/30 (ชนิดไทยเพื่อความยั่งยืน) (KTAG70/30 ThaiESG) (ความเสี่ยงระดับ 5) เน้นการลงทุนในหุ้นที่มี SET ESG Ratings ระดับ A ขึ้นไป โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 70% และ ตราสารหนี้เพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและ/หรือตราสารหนี้กลุ่มความยั่งยืนโดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่เกิน 30% ของ NAV

สไตล์สายลุย ถึงไหนถึงกัน เน้นสร้างโอกาสเติบโตเต็มศักยภาพ โดยเห็นโอกาสจากหุ้นที่มีพื้นฐานแข็งแกร่งและมีประวัติการจ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอ จึงแนะนำ กองทุนเปิดกรุงไทย หุ้นไฮดิวิเดนด์ เพื่อการเลี้ยงชีพ (KT-HiDiv RMF) (ความเสี่ยงระดับ 6) เน้นลงทุนในหุ้นที่จดทะเบียนใน SET ที่มีปัจจัยพื้นฐานดี มีประวัติการจ่ายปันผลที่ดี สม่ำเสมอ และแนะนำ กองทุนเปิดกรุงไทย ESG A Grade (ชนิดไทยเพื่อความยั่งยืน) (KTAG-ThaiESG) (ความเสี่ยงระดับ 6) เน้นลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่ กลาง เล็ก ที่มี SET ESG Ratings ระดับ A ขึ้นไป โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80% ของ NAV โดยการลงทุนในกองทุนประเภท ThaiESG นับว่าเป็นทางเลือกและการลงทุนในระยะยาวในกิจการที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล อันจะมีส่วนช่วยให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน

ทั้งนี้ ไม่ว่าผู้ลงทุนจะเลือกสไตล์ใด สิ่งสำคัญคือการทยอยลงทุนอย่างสม่ำเสมอและเลือกสัดส่วนการลงทุนให้เหมาะสมกับเป้าหมายทางการเงินและระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ เพื่อเพิ่มโอกาสบรรลุเป้าหมายทางการเงินในระยะยาว