Huawei เปิดตัวสมาร์ตโฟน “Mate 90” ชูสถาปัตยกรรมชิปดีไซน์ใหม่ หวังต้านแรงกดดันมาตรการจำกัดการค้าสหรัฐฯ

หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (Huawei Technologies) ยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีของจีน ประกาศเปิดตัวสมาร์ตโฟนเรือธงตระกูล “Mate 90 Series” อย่างเป็นทางการในวันนี้ (1 ต.ค.) โดยมุ่งพึ่งพาระบบปฏิบัติการที่พัฒนาขึ้นเองและสถาปัตยกรรมชิปที่ปรับโครงสร้างใหม่ เพื่อยกระดับสมรรถนะของอุปกรณ์ ท่ามกลางมาตรการควบคุมการส่งออกเซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูงอย่างเข้มงวดของสหรัฐฯ

ริชาร์ด ยฺหวี ประธานกลุ่มธุรกิจคอนซูเมอร์ของหัวเว่ย เปิดเผยต่อสื่อมวลชนก่อนการเปิดตัวเมื่อวันอังคาร (29 ก.ย.) ว่า บริษัทยังคงเผชิญข้อจำกัดด้านอุปทานชิปประมวลผลขั้นสูง

“กำลังการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูงภายในประเทศจีนยังคงมีจำกัดอย่างมาก ประกอบกับชิป AI ซีรีส์ Ascend ของหัวเว่ยก็จำเป็นต้องใช้กำลังการผลิตจากโรงงานกลุ่มเดียวกัน” ยฺหวีกล่าว

“โควตาการผลิตชิปสำหรับสมาร์ตโฟนยังคงตึงตัว แม้ว่าราคาจำหน่ายสมาร์ตโฟนที่ปรับตัวสูงขึ้นจะช่วยชะลอการเติบโตของยอดจัดส่งลงไปบ้างก็ตาม”

การเปิดตัวครั้งนี้นับเป็นบททดสอบสำคัญของหัวเว่ย ว่าจะสามารถผลักดันขีดความสามารถของกลุ่มผลิตภัณฑ์สมาร์ตโฟนต่อไปได้หรือไม่ หลังจากมาตรการกีดกันทางการค้าของรัฐบาลสหรัฐฯ ได้จำกัดการเข้าถึงเครื่องมือและเทคโนโลยีการผลิตชิประดับแนวหน้า ส่งผลให้หัวเว่ยต้องพัฒนาสถาปัตยกรรมทางเลือกเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของตัวประมวลผล

สมาร์ตโฟนตระกูล Mate 90 ถือเป็นรุ่นที่ต่อยอดความสำเร็จจากรุ่น Mate 80 ที่เปิดตัวไปเมื่อเดือนพ.ย. 2568 โดยในรุ่นท็อปอย่าง Mate 90 Pro Max ขับเคลื่อนด้วยชิปเซต Kirin 9050 Pro ซึ่งเป็นชิปประมวลผลแบบรวมศูนย์ (System-on-Chip: SoC) ที่ผลิตขึ้นด้วยนวัตกรรมที่หัวเว่ยเรียกว่า “LogicFolding”

เทคนิคดังกล่าวคือการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการเชื่อมต่อวงจรลอจิกภายในชิปให้ซ้อนกันในแนวตั้งแบบ 3 มิติ (3D) แทนการจัดวางในแนวราบแบบ 2 มิติแบบดั้งเดิม ซึ่งช่วยให้วงจรมีความหนาแน่นสูงขึ้นและประมวลผลได้รวดเร็วยิ่งขึ้น แม้กระบวนการดังกล่าวจะต้องใช้แผ่นเวเฟอร์ซิลิคอน (Silicon Wafer) ในปริมาณที่มากขึ้นต่อชิปหนึ่งตัวก็ตาม

ยฺหวีกล่าวเสริมว่า อุตสาหกรรมการผลิตชิปขั้นสูงของจีนยังจำเป็นต้องพึ่งพาเครื่องพิมพ์ลายวงจรชิประบบ DUV (Deep Ultraviolet) และแม้ว่าเทคโนโลยีรังสี EUV (Extreme Ultraviolet) จะมีความสำคัญอย่างยิ่งยวด แต่ผู้ผลิตในจีนยังคงอยู่ในช่วงของการเร่งวิจัยและพัฒนา พร้อมระบุว่าหัวเว่ยมีแผนจะนำชิปที่ผลิตด้วยเทคนิค LogicFolding ไปต่อยอดใช้งานในสมาร์ตโฟนรุ่นใหม่อื่น ๆ ต่อไป

แม้หัวเว่ยจะไม่ได้เปิดเผยชื่อผู้ผลิตชิป Kirin 9050 Pro แต่แวดวงอุตสาหกรรมเชื่อตรงกันว่า คือ บริษัท เซมิคอนดักเตอร์ แมนูแฟคเจอริ่ง อินเตอร์เนชันแนล คอร์ป (SMIC) ผู้รับจ้างผลิตชิปกลุ่มลอจิกรายใหญ่ที่สุดของจีน ซึ่งเป็นผู้ผลิตชิปตระกูล Kirin ให้กับมือถือรุ่นเรือธงของหัวเว่ย ตลอดจนชิปประมวลผล AI ตระกูล Ascend ให้แก่บริษัทมาโดยตลอด

นอกจากนี้ สมาร์ตโฟนตระกูล Mate 90 ยังทำงานบนระบบปฏิบัติการรุ่นล่าสุด “HarmonyOS 7” ที่หัวเว่ยพัฒนาขึ้นเองทั้งหมด โดยตัดขาดจากการพึ่งพาโครงสร้างของระบบแอนดรอยด์ (Android) จากกูเกิล ซึ่งปัจจุบันอีโคซิสเต็มดังกล่าวรองรับแอปพลิเคชันและบริการต่าง ๆ แล้วมากกว่า 450,000 รายการ

ด้านราคาจำหน่าย Mate 90 Pro Max รุ่น RAM ขนาด 16 GB และพื้นที่จัดเก็บข้อมูลความจุ 512 GB เคาะราคาจำหน่ายที่ 9,999 หยวน (ราว 1,491 ดอลลาร์สหรัฐ) ซึ่งปรับเพิ่มขึ้นถึง 2,000 หยวน เมื่อเทียบกับรุ่นสเปกเดียวกันของรุ่นก่อนหน้าตอนเปิดตัว ขณะที่รุ่นมาตรฐาน Mate 90 และรุ่น Mate 90 Pro มีราคาเริ่มต้นที่ 5,999 หยวน และ 6,999 หยวนตามลำดับ โดยหัวเว่ยระบุว่ารุ่นท็อปมีสมรรถนะการทำงานโดยรวมเพิ่มขึ้น 31% เมื่อเทียบกับเรือธงรุ่นก่อน

ปัจจุบัน บรรดาผู้ผลิตสมาร์ตโฟนสัญชาติจีนกำลังเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนชิปหน่วยความจำและชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่พุ่งสูงขึ้น จนทำให้ผู้ผลิตต้องปรับขึ้นราคาจำหน่ายและเบนเข็มไปเน้นทำตลาดสมาร์ตโฟนกลุ่มพรีเมียม

ยฺหวีระบุว่า ราคาชิปหน่วยความจำที่ปรับตัวขึ้นได้เพิ่มภาระต้นทุนเฉลี่ยของตัวเครื่องสูงถึง 200 ดอลลาร์สหรัฐต่อเครื่อง ซึ่งกดดันอัตรากำไรของหัวเว่ยอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้บริษัทจำเป็นต้องปรับขึ้นราคาเช่นกัน แต่ยังคงพยายามปรับขึ้นราคาอย่างค่อยเป็นค่อยไป

โดย พสิษฐ์ อุ่นเมตตาจิต/กัลยาณี ชีวะพานิช