
กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ กำลังส่งเรือบรรทุกเครื่องบินโจมตีลำที่ 3 และเรือเพิ่มเติมของเหล่านาวิกโยธิน พร้อมกำลังพลสูงสุด 10,000 นาย เข้าสู่ภูมิภาคตะวันออกกลาง ส่งสัญญาณถึงการยกระดับปฏิบัติการทางทหาร และเตรียมความพร้อมรับมือความขัดแย้งกับอิหร่านที่อาจทวีความรุนแรงขึ้นหลังการเลือกตั้งกลางเทอม
เรือบรรทุกเครื่องบิน ยูเอสเอส ธีโอดอร์ รูสเวลต์ (USS Theodore Roosevelt) ได้เดินทางออกจากท่าเรือหลักในเมืองซานดิเอโกเมื่อวันอาทิตย์ (27 ก.ย.) ตามกำหนดการประจำการที่วางไว้ ขณะที่กลุ่มเรือพร้อมรบสะเทินน้ำสะเทินบก ยูเอสเอส เมกิน ไอแลนด์ (USS Makin Island Amphibious Ready Group) ซึ่งประกอบด้วยเรือสะเทินน้ำสะเทินบก 3 ลำ พร้อมนาวิกโยธินจากหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินที่ 13 ได้ออกเดินทางเมื่อวันจันทร์ (28 ก.ย.)
เจ้าหน้าที่ระบุว่า เรือรบ เครื่องบินขับไล่ นาวิกโยธิน และทหารเรือจะเดินทางถึงภูมิภาคดังกล่าวภายในสิ้นเดือนพ.ย. โดยก่อนหน้านี้ หนังสือพิมพ์เดอะวอลล์สตรีทเจอร์นัล (WSJ) รายงานว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังพิจารณาที่จะเปิดฉากการโจมตีอิหร่านระลอกใหม่ หลังการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนเดียวกัน
ทั้งนี้ สหรัฐฯ มีเรือบรรทุกเครื่องบิน 2 ลำอยู่ในตะวันออกกลางแล้ว คือ เรือ ยูเอสเอส จอร์จ เอช.ดับเบิลยู. บุช (USS George H.W. Bush) และเรือ ยูเอสเอส จอร์จ วอชิงตัน (USS George Washington) ซึ่งหากเรือจอร์จ วอชิงตัน ยังคงประจำการอยู่หลังจากที่เรือรูสเวลต์เดินทางมาถึง จะทำให้สหรัฐฯ มีกองเรือบรรทุกเครื่องบินโจมตีในภูมิภาคนี้พร้อมกันถึง 3 กองเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนเม.ย. ซึ่งเป็นช่วงก่อนที่อิหร่านและสหรัฐฯ จะบรรลุข้อตกลงหยุดยิงอันเปราะบางที่ช่วยยุติการปะทะซึ่งเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 28 ก.พ. ลงชั่วคราว อย่างไรก็ตาม ข้อตกลงหยุดยิงดังกล่าวได้ล่มลง และทำให้ทั้งสองฝ่ายเกิดการปะทะกันเป็นระยะนับตั้งแต่นั้นมา
นอกเหนือจากเรือบุชและเรือวอชิงตันแล้ว เรือรบจากกลุ่มเรือพร้อมรบสะเทินน้ำสะเทินบก ยูเอสเอส บ็อกเซอร์ (USS Boxer Amphibious Ready Group) ก็ประจำการอยู่ในตะวันออกกลางเช่นกัน โดยเจ้าหน้าที่รายหนึ่งระบุว่า กำลังพลที่เพิ่มขึ้นบนเรือรบที่ออกเดินทางในสัปดาห์นี้ จะเข้ามาเสริมกำลังกับทหารสหรัฐฯ อีกกว่า 50,000 นายที่ประจำการอยู่เดิมในภูมิภาค
โดย ตนุพัฒน์ ปิยะรัตน์/พสิษฐ์ อุ่นเมตตาจิต





