G20 ประณามใช้อาหารเป็นเครื่องมือกดดันทางการค้า แต่ไร้ฉันทามติปมกำลังผลิตล้น-แรงงานบังคับ

เจมีสัน เกรียร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) เปิดเผยในวันพฤหัสบดี (1 ต.ค.) ว่า ที่ประชุมรัฐมนตรีการค้าของกลุ่ม G20 มีมติเห็นพ้องร่วมกันในการประณามการใช้สินค้าอาหารเป็นเครื่องมือกดดันหรือบีบบังคับทางการค้า แต่ไม่สามารถบรรลุฉันทามติในประเด็นการออกแถลงการณ์ประณามการใช้แรงงานบังคับในห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงการแก้ไขปัญหากำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้างในภาคอุตสาหกรรม

เกรียร์แถลงต่อสื่อมวลชนว่า รัฐมนตรีการค้าของกลุ่ม G20 หลายประเทศที่เข้าร่วมการประชุม ณ เมืองมิลวอกี รัฐวิสคอนซิน สหรัฐอเมริกา ต่างแสดงความกังวลต่อปัญหากำลังการผลิตล้นตลาดในภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะจากจีน ซึ่งกำลังส่งออกสินค้าราคาถูกทะลักเข้าท่วมตลาดโลกจนส่งผลกระทบต่อภาคการผลิตในประเทศต่าง ๆ

“แทบทุกประเทศเห็นพ้องกันว่าต้องเร่งลงมือแก้ไขปัญหานี้ และแทบทั้งหมดต่างยอมรับว่า มาตรการเยียวยาทางการค้าหรือกลไกการตอบโต้ที่มีอยู่ในปัจจุบันยังไม่เพียงพอที่จะแก้ปัญหานี้ได้” เกรียร์กล่าว พร้อมเสริมว่า ด้วยเหตุนี้ สหรัฐฯ จึงตัดสินใจใช้มาตรการทางภาษีศุลกากรโดยฝ่ายเดียว เพื่อปกป้องภาคอุตสาหกรรมภายในประเทศ

แม้ว่าเกรียร์ไม่ได้ระบุชื่อประเทศที่คัดค้านแถลงการณ์ดังกล่าวอย่างเจาะจง แต่เป็นที่ทราบกันดีว่าจีนเคยคัดค้านแถลงการณ์ร่วมในลักษณะเดียวกันนี้มาแล้ว ในการประชุมระดับผู้นำด้านการเงินของกลุ่ม G20 เมื่อเดือนก่อนที่เมืองแอชวิลล์ รัฐนอร์ทแคโรไลนา ซึ่งครั้งนั้นจีนคัดค้านแถลงการณ์ประณามการใช้แรงงานบังคับ รวมถึงนโยบายเศรษฐกิจที่ไม่เป็นไปตามกลไกตลาด ซึ่งนำไปสู่การส่งออกที่มากเกินไป

“ในส่วนของสหรัฐฯ เราจะยังคงเดินหน้าหารือในประเด็นนี้ร่วมกับพันธมิตรทางการค้าที่มีแนวคิดสอดคล้องกันอย่างต่อเนื่อง นอกเหนือไปจากเวทีการประชุมที่มิลวอกี” เกรียร์กล่าว

ทั้งนี้ คาดว่าที่ประชุม G20 จะออกแถลงการณ์ร่วมว่าด้วยการประณามการใช้สินค้าอาหารเป็นเครื่องมือกดดันหรือบีบบังคับทางการค้าอย่างเป็นทางการในคืนวันพฤหัสบดีตามเวลาท้องถิ่น

มารอส เซฟโควิช กรรมาธิการด้านการค้าและความมั่นคงทางเศรษฐกิจของสหภาพยุโรป เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวแยกต่างหากว่า ตนสนับสนุนการผลักดันให้เกิด “การดำเนินการอย่างเข้มข้น” เพื่อแก้ไขปัญหากำลังการผลิตส่วนเกิน เนื่องจากปัญหาดังกล่าวได้ทวีความรุนแรงขึ้นตลอดช่วงทศวรรษที่ผ่านมา จนทำให้สินค้าส่งออกจากจีนกลายเป็นภัยคุกคามโดยตรงต่ออุตสาหกรรมหลักของยุโรป โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์และเหล็กกล้า

“ขณะนี้เรามาถึงจุดที่ปัญหากำลังการผลิตล้นตลาดและความปั่นป่วนในตลาดโลก สามารถก่อให้เกิดภาวะสินค้าทะลักเข้าท่วมตลาด จนอาจทำให้อุตสาหกรรมทั้งระบบตกอยู่ในภาวะวิกฤตได้ภายในเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์หรือไม่กี่เดือน” เซฟโควิชกล่าว

อย่างไรก็ดี จีนได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ว่านโยบายอุตสาหกรรมของจีนสร้างปัญหากำลังการผลิตส่วนเกิน พร้อมตอบโต้กลับว่า บรรดาชาติตะวันตกกำลังหยิบยกประเด็นดังกล่าวขึ้นมาบังหน้า เพื่อสร้างความชอบธรรมในการใช้มาตรการกีดกันทางการค้า

โดย พสิษฐ์ อุ่นเมตตาจิต/ปรียพรรณ มีสุข