
ญี่ปุ่นยังคงรั้งอันดับ 12 ในรายงานดัชนีนวัตกรรมประจำปีขององค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO) ในปีนี้ ตามหลังเกาหลีใต้ สิงคโปร์ และจีน ในบรรดาเขตเศรษฐกิจขนาดใหญ่ในภูมิภาค
สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า ผลการจัดอันดับดังกล่าวส่งผลให้ญี่ปุ่นยังคงอยู่ห่างไกลจากเป้าหมายของรัฐบาลที่ต้องการยกระดับอันดับของประเทศขึ้นสู่ 4 อันดับแรกหรือสูงกว่านั้นในดัชนีนวัตกรรมโลก (Global Innovation Index) ภายในปี 2578 ภายใต้ยุทธศาสตร์ทรัพย์สินทางปัญญาสำหรับปี 2568
เกาหลีใต้คว้าอันดับ 4 ซึ่งสูงที่สุดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ตามมาด้วยสิงคโปร์ในอันดับ 5 ขณะที่จีนอยู่ในอันดับ 10 โดยอันดับของเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และจีน ยังคงไม่เปลี่ยนแปลงจากปีที่แล้ว
ดัชนีดังกล่าวใช้ตัวชี้วัดประมาณ 80 รายการในการประเมินผลงานด้านนวัตกรรมของ 139 เขตเศรษฐกิจ โดยจัดให้สวิตเซอร์แลนด์ครองอันดับ 1 เป็นปีที่ 16 ติดต่อกัน ตามมาด้วยสวีเดนและสหรัฐฯ
รายงานระบุว่า จุดแข็งของญี่ปุ่นด้านนวัตกรรมภาคอุตสาหกรรมและภาคธุรกิจจัดอยู่ในกลุ่มที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก พร้อมระบุว่า การที่กลุ่มเขตโตเกียว-โยโกฮามา ครองอันดับ 2 ของคลัสเตอร์นวัตกรรมระดับโลก สะท้อนให้เห็นถึง “น้ำหนักในระดับโลกของกิจกรรมการจดสิทธิบัตร งานวิจัย และเงินร่วมลงทุน (Venture Capital) ของญี่ปุ่น”
ขณะที่กลุ่มเขตเซินเจิ้น-ฮ่องกง-กวางโจวของจีนยังคงรักษาอันดับ 1 ในการจัดอันดับคลัสเตอร์นวัตกรรมชั้นนำเอาไว้ได้
อย่างไรก็ตาม รายงานระบุว่า ญี่ปุ่นยังคงตามหลังในหลายด้าน เช่น อุดมศึกษา ผู้สำเร็จการศึกษาสาขาวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์ และการจ้างงานที่ต้องใช้ความรู้อย่างเข้มข้น ขณะที่จำนวนประชากรวัยหนุ่มสาวที่ลดลงกำลังกดดันประสิทธิภาพด้านนวัตกรรมของประเทศ
ซาชา วุนช์-วินเซนต์ บรรณาธิการร่วมของรายงานดังกล่าว กล่าวว่า “ญี่ปุ่นมีหนึ่งในระบบนวัตกรรมที่มีความคงเส้นคงวามากที่สุดในโลก ความลึกซึ้งของงานวิจัยที่นำโดยบริษัทญี่ปุ่น รวมทั้งความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับมหาวิทยาลัยและสถาบันภาครัฐ ช่วยให้ญี่ปุ่นยังคงอยู่ในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจนวัตกรรมชั้นนำปีแล้วปีเล่า”
นอกจากนี้ รายงานยังชี้ให้เห็นถึงการเติบโตอย่างต่อเนื่องของการลงทุนทั่วโลกในนวัตกรรมเทคโนโลยี โดยประเมินว่า ค่าใช้จ่ายด้านการวิจัยและพัฒนาทั่วโลกในปี 2568 ขยายตัว 3.3% จากปีก่อนหน้าเมื่อปรับตามอัตราเงินเฟ้อแล้ว และคาดว่าจะขยายตัว 3.6% ในปี 2569 สู่ระดับ 3.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ
รายงานระบุเพิ่มเติมว่า มูลค่าเงินร่วมลงทุนเติบโตขึ้นประมาณ 28% สู่ระดับ 5.1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2568 โดยปัญญาประดิษฐ์ (AI) คิดเป็นสัดส่วนถึง 53% ของมูลค่าข้อตกลงทั่วโลก
โดย ตนุพัฒน์ ปิยะรัตน์/พสิษฐ์ อุ่นเมตตาจิต





