CCET กางยุทธศาสตร์ 5 ปี ลุยสายผลิต AI Server-CSP ยกชั้นสู่ Tech มาร์จิ้นสูง จ่อรุก Quantum-ดาวเทียม LEO

นายคงสิทธิ์ โจวกิจเจริญ กรรมการผู้จัดการ บมจ.แคล-คอมพ์ อีเล็คโทรนิคส์ (ประเทศไทย) [CCET] กล่าวว่า บริษัทวางยุทธศาสตร์ธุรกิจในช่วง 5 ปีข้างหน้า เดินหน้ารักษาความแข็งแกร่งของธุรกิจ EMS ควบคู่กับการต่อยอดองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญด้านการผลิต สู่ผลิตภัณฑ์และธุรกิจเทคโนโลยีที่มีมูลค่าเพิ่มสูง โดยเดินหน้าขยายธุรกิจใหม่ด้าน AI Server, CSP, LVDC และ HVDC พร้อมรุก New Business Technology ควบคู่การพัฒนา Automation และ AI ยกระดับกระบวนการผลิตสู่ Smart Factory เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและรองรับโอกาสการเติบโตในโลกยุคดิจิทัล

โดยปัจจุบัน CCET มีฐานลูกค้าจากหลากหลายประเทศทั่วโลก พร้อมฐานการผลิตและบริษัทในเครือในหลายประเทศ ทำให้สามารถรองรับการผลิตและให้บริการลูกค้าได้อย่างครบวงจร โดยธุรกิจ EMS ยังคงเป็นแกนหลักและแหล่งรายได้สำคัญของบริษัท โดยเฉพาะกลุ่ม Storage ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์หลักของบริษัท รวมถึง Printer, SSD และ Smart Wearable โดยกลุ่ม SSD มีการขยายตัวต่อเนื่องและสร้างผลตอบแทนที่ดี ขณะที่ธุรกิจ Printer ยังคงเป็นอีกหนึ่งกลุ่มที่สร้างกำไรที่ดีให้กับบริษัท

นอกจากผลิตภัณฑ์ดังกล่าวแล้ว CCET ยังมีการผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ประเภทใหม่ๆ เช่น ปลอกคออัจฉริยะ (Pet Collar) ซึ่งเป็น Smart Wearable อุปกรณ์สวมใส่อัจฉริยะสำหรับวัว สามารถติดตามตำแหน่ง อารมณ์ และสุขภาพของสัตว์ได้ โดยผลิตภัณฑ์ดังกล่าวถือได้ว่าเป็นผลิตภัณฑ์ Smart Wearable สำหรับวัวรายแรกของโลก และประสบความสำเร็จในตลาดนิวซีแลนด์และออสเตรเลียแล้ว โดยมีแผนขยายไปยังประเทศอื่น ๆ ที่มีการเลี้ยงวัวจำนวนมาก เช่น บราซิล รวมถึงเดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สามารถใช้งานเป็นอุปกรณ์สวมใส่สำหรับสัตว์ได้หลากหลายสายพันธุ์มากขึ้น

นอกจากนี้ CCET กำลังเข้าสู่อุตสาหกรรมเทคโนโยโลยีใหม่ คือ อุปกรณ์เกมเพื่อการศึกษา (Educational Game Device) ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อกับโทรทัศน์และใช้กล้องหรือเซ็นเซอร์ตรวจจับการเคลื่อนไหวเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ พัฒนาการตอบสนอง และส่งเสริมการเคลื่อนไหวร่างกาย และยังมี CoBot (Collaborative Robot) หรือหุ่นยนต์ที่สามารถทำงานร่วมกับมนุษย์ได้ โดยปัจจุบันกำลังมุ่งเน้นพัฒนาเพื่อนำไปใช้งานในโรงพยาบาล ร้านอาหาร ธนาคาร และสถานที่อื่นๆ ซึ่งผลิตภัณฑ์ทั้งหมดนี้อยู่ในขั้นตอนการวางแผนการผลิต

ทางด้านแผนยุทธศาสตร์ระยะสั้นนั้นบริษัทได้เดินหน้าต่อยอดจากฐานธุรกิจที่แข็งแกร่งในอุตสาหกรรม EMS ขยายความเชี่ยวชาญด้านการผลิตไปสู่ New Business ที่มีเทคโนโลยีขั้นสูงและผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะ AI Server และธุรกิจ CSP (Cloud Supply Provider) ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการเติบโตของ AI Infrastructure ในปีนี้บริษัทกำลังเร่งจัดตั้งสายการผลิตผลิตภัณฑ์ AI Server ซึ่งคาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ก่อนสิ้นไตรมาส 3/69 และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับ CSP อยู่ระหว่างการดำเนินการจัดตั้งสายการผลิต และเตรียมพร้อมที่จะเริ่มการผลิตในประเทศไทยภายในครึ่งหลังของปี 69 นี้

นอกจากการขยายธุรกิจ AI Server และ CSP แล้ว CCET ยังอยู่ระหว่างสำรวจตลาดผลิตภัณฑ์พาวเวอร์ซัพพลายระดับไฮเอนด์เพิ่มเติม เพื่อรองรับความต้องการของเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานยุคใหม่ โดยประกอบด้วยเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าที่เริ่มผลิตแล้ว รวมถึงผลิตภัณฑ์ประเภท CRPS และ LVDC ที่อยู่ระหว่างการทดลองผลิต และคาดว่าจะเริ่มผลิตในเชิงพาณิชย์ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้

บริษัทยังได้ร่วมมือกับบริษัทในเครือเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ HVDC (High Voltage Direct Current) ระบบส่งกำลังไฟฟ้ากระแสตรงแรงดันสูง ซึ่งเทคโนโลยีเหล่านี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานของ AI Server และช่วยลดการสูญเสียพลังงานในระบบจ่ายไฟ ดังนั้น ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องดังกล่าวจึงมีโอกาสเติบโตต่อเนื่องไปพร้อมกับการขยายตัวของอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับ AI Infrastructure ในอนาคต โดยมีเป้าหมายที่จะเริ่มการผลิตภายในปี 70 และคาดว่าความต้องการผลิตภัณฑ์พาวเวอร์ซัพพลายระดับไฮเอนด์ดังกล่าวจะมีบทบาทสำคัญในห่วงโซ่อุตสาหกรรม AI

ส่วนของแผนยุทธศาสตร์ระยะยาว 5 ปี ได้วางยุทธศาสตร์เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์ใหม่อย่างต่อเนื่อง รวมถึงการขยายโอกาสทางธุรกิจในอุตสาหกรรม โดยมีโครงการ Quantum Computing เป็นหนึ่งในโครงการความร่วมมือด้านเทคโนโลยีเกิดใหม่ ที่สำคัญ Quantum Computing เป็นเทคโนโลยีสำคัญที่จะเข้ามาเสริมและเพิ่มศักยภาพของ AI Server เพื่อรองรับงานประมวลผลขนาดใหญ่และซับซ้อน ปัจจุบันบริษัทได้พัฒนาและผลิตเครื่องต้นแบบ (Sample Machine) ที่สามารถใช้งานได้แล้ว และอยู่ระหว่างการวิจัยและพัฒนาร่วมกับ ITRI (Industrial Technology Research Institute) ในไต้หวัน รวมถึงมหาวิทยาลัยชั้นนำในไต้หวัน โดยคาดว่าจะพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีความก้าวหน้าและสามารถนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์ได้มากยิ่งขึ้น เทคโนโลยีเกิดใหม่นี้คาดว่าจะเปิดโอกาสให้ CCET สามารถขยายธุรกิจเข้าสู่ตลาดเทคโนโลยี AI ระดับสูงมากขึ้น

นอกจากนี้ยังมีอีกหนึ่งโครงการ คือ LEO Satellite (Low Earth Orbit Satellite) หรือดาวเทียมวงโคจรต่ำ โดย CCET จะดำเนินโครงการนี้ผ่านความร่วมมือระยะยาวของกลุ่มกับบริษัทชั้นนำด้านการให้บริการดาวเทียมจากไต้หวัน ปัจจุบันโครงการอยู่ในขั้นตอนการพัฒนาและศึกษารูปแบบธุรกิจ เพื่อรองรับโอกาสในการขยายตลาดในอนาคต

การขับเคลื่อนทั้งแผนระยะสั้นและระยะยาวให้มีประสิทธิภาพ CCET ได้ยกระดับการดำเนินงานภายในองค์กรด้วยการพัฒนาแพลตฟอร์ม CCLM ของตนเอง โดยบูรณาการเทคโนโลยี AI และข้อมูลต่าง ๆ ครอบคลุมทั้งฐานการผลิต ฟังก์ชันสนับสนุน การจัดซื้อ และการบริการลูกค้า นอกจากนี้บริษัทยังได้พัฒนา AI Agent เพื่อช่วยวิเคราะห์ข้อมูลและสร้างระบบแจ้งเตือนปัญหาล่วงหน้า โดยจัดเก็บข้อมูลทั้งหมดบน Local Server ภายใต้ระบบ Firewall ของบริษัทเพื่อให้มั่นใจถึงความปลอดภัยสูงสุด

ขณะเดียวกัน ในด้านการพัฒนาเทคโนโลยีระบบอัตโนมัติ CCET กำลังขยายองค์ความรู้จากภายในองค์กรไปสู่ลูกค้าภายนอกมากยิ่งขึ้น ผ่านบริษัท Cal-Comp Automation & Industrial 4.0 Service Co., Ltd. (CCAU) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ CCET ถือหุ้นร้อยละ 100 ในประเทศไทย โดย CCAU มีศักยภาพในการออกแบบระบบอัตโนมัติ ผลิตเครื่องจักรกลอัตโนมัติ แขนหุ่นยนต์ และยานพาหนะนำทางอัตโนมัติ (AGV) ตามความต้องการของลูกค้า เพื่อสนับสนุนโครงการโรงงานอัจฉริยะ โดย CCET ตั้งเป้าหมายที่จะขยายธุรกิจดังกล่าวไปยังตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงตลาดสหรัฐอเมริกาและบราซิล

ปัจจุบัน CCET ประเทศไทยไม่ได้ทำหน้าที่เพียงเป็นฐานการผลิตสินค้าเท่านั้น แต่ยังมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาและทดสอบ Automation, Software และ Manufacturing Technology ก่อนนำไปต่อยอดและใช้งานในโรงงานของกลุ่มในต่างประเทศ ขณะที่ Control Center ในประเทศไทยสามารถติดตามข้อมูลด้านเครื่องจักร กำลังการผลิต และการใช้พลังงานของโรงงานต่างๆเพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตในภาพรวม สะท้อนบทบาทของประเทศไทยที่กำลังพัฒนาจากฐานการผลิต สู่หนึ่งในศูนย์กลางสำคัญของเครือข่ายการผลิตและเทคโนโลยีของกลุ่มบริษัท

“CCET จะเดินหน้าพัฒนาองค์ความรู้ บุคลากร และนวัตกรรมจากประเทศไทย เพื่อนำไปต่อยอดและขยายผลยังโรงงานในต่างประเทศ รองรับการเติบโตของธุรกิจและโอกาสใหม่ๆในโลกยุคดิจิทัล” นายคงสิทธิ์ กล่าว

ข่าวล่าสุด