บริษัท ออปติไวส์ จำกัด (Optiwise) ผู้ให้บริการด้านการเปิดเผยข้อมูลและพันธมิตรด้านนักลงทุนสัมพันธ์ (IR) ของบริษัทจดทะเบียน จัดงานสัมมนาใหญ่ “Optiwise & Friends: Redefining IR Amid Market Volatility-Trust. ESG. AI. What’s Next for IR?” ณ เกษรทาวเวอร์ เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนทัศนะต่อการปรับตัวของงาน IR ท่ามกลางความผันผวนของตลาดทุนและความคาดหวังใหม่ๆ ของนักลงทุน
เวทีเสวนาสะท้อนมุมมองร่วมกันว่า บทบาทของ Investor Relations กำลังก้าวจากการเป็นผู้สื่อสารข้อมูล ไปสู่ Strategic IR ที่ต้องเข้าใจธุรกิจอย่างลึกซึ้ง สามารถอธิบายสถานการณ์ที่ซับซ้อนให้ตลาดเข้าใจ เชื่อมโยงประเด็นด้านความยั่งยืนเข้ากับ Equity Story ของบริษัท รวมถึงนำมุมมองจากตลาดทุนกลับมาสนับสนุนการตัดสินใจของฝ่ายบริหาร ขณะเดียวกัน IR ยังคงมีบทบาทสำคัญในการรักษาความน่าเชื่อถือและสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องกับนักลงทุน โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ธุรกิจและตลาดเผชิญกับความไม่แน่นอน

งานครั้งนี้มีผู้บริหารและผู้เชี่ยวชาญด้านนักลงทุนสัมพันธ์จากหลากหลายอุตสาหกรรม ได้แก่ นางกอบบุญ ศรีชัย บมจ.เจริญโภคภัณฑ์อาหาร [CPF], นางสาวภัทรวัลล์ สุกปลั่ง บมจ.ซีพี แอ็กซ์ตร้า [CPAXT], นางสาวนันทนา ทวีรัตนศิลป์ บมจ.เอสซีบี เอกซ์ [ SCBX] และ นายธนัช รุ่งศรีทอง บมจ.ปตท. [PTT] ร่วมถ่ายทอดประสบการณ์จากธุรกิจอาหารและเกษตรอุตสาหกรรม ค้าปลีก การเงิน และพลังงาน
จาก Investor Relations สู่ Strategic IR
หนึ่งในประเด็นสำคัญของการเสวนาคือ IR ไม่สามารถทำหน้าที่เพียงส่งต่อข้อมูลจากบริษัทไปยังตลาดได้อีกต่อไป แต่ต้องเข้าใจธุรกิจมากพอที่จะช่วยให้ผู้บริหารสื่อสารประเด็นที่มีความสำคัญต่อการตัดสินใจของนักลงทุนได้อย่างตรงจุด
นางสาวภัทรวัลล์ สุกปลั่ง มองว่า บทบาทของ IR ควรก้าวจากรูปแบบดั้งเดิมไปสู่ Strategic IR ที่เข้าใจทั้งธุรกิจ ตัวเลข และบริบทของตลาด โดยยกประสบการณ์จากธุรกิจสายการบินในช่วงวิกฤตโควิด-19 ซึ่งคำถามของนักลงทุนเปลี่ยนจากเรื่องการเติบโต ไปสู่สภาพคล่องและความสามารถในการอยู่รอดของธุรกิจ
ในสถานการณ์เช่นนั้น หน้าที่ของ IR ไม่ใช่การพยายามทำให้ทุกคำตอบเป็นบวก แต่คือการทำให้นักลงทุนเข้าใจว่าบริษัทกำลังเผชิญอะไร มีแนวทางรับมืออย่างไร และมีข้อจำกัดใดบ้าง โดยสื่อสารอยู่บนข้อมูลที่ตรวจสอบได้ และไม่ให้คำมั่นในเรื่องที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของบริษัท
ความน่าเชื่อถือสำคัญกว่าความเร็ว
ความสามารถในการรับมือกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วเป็นอีกหนึ่งโจทย์สำคัญของ IR โดยนายธนัช รุ่งศรีทอง ยกตัวอย่างความกังวลเกี่ยวกับความต่อเนื่องของการจัดหาพลังงานจากสถานการณ์บริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งอาจนำไปสู่คำถามจากตลาดเกี่ยวกับผลกระทบต่อธุรกิจ เมื่อเกิดประเด็นในลักษณะดังกล่าว ทีมงานจำเป็นต้องรวบรวมข้อเท็จจริงจากข้อมูลสาธารณะ ควบคู่กับข้อมูลและมุมมองจากฝ่ายปฏิบัติการ เพื่อประเมินสถานการณ์ก่อนสื่อสารกับตลาด
หัวใจจึงไม่ได้อยู่ที่การตอบคำถามของนักลงทุนให้เร็วที่สุดเพียงอย่างเดียว แต่ต้องทำให้ข้อมูลที่สื่อสารออกไป ถูกต้อง สอดคล้อง และเข้าถึงผู้เกี่ยวข้องอย่างทั่วถึง โดยเฉพาะข้อมูลที่มีนัยสำคัญต่อธุรกิจ ซึ่งอาจต้องอาศัยช่องทางการสื่อสารหลายรูปแบบ ทั้งการแจ้งข้อมูลผ่านตลาดหลักทรัพย์ฯ และการจัด Conference Call กับนักวิเคราะห์และนักลงทุน เพื่อให้ตลาดได้รับข้อมูลที่ชัดเจนและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน
จาก ESG สู่ Equity Story
นอกเหนือจากการรับมือกับความผันผวน อีกหนึ่งบทบาทที่มีความสำคัญมากขึ้นของ IR คือการเชื่อมโยง ESG เข้ากับคุณค่าและศักยภาพของธุรกิจ เพื่อให้นักลงทุนมองเห็นความสัมพันธ์ระหว่างความยั่งยืน กลยุทธ์ และการเติบโตในระยะยาว
นางกอบบุญ ศรีชัย เสนอให้มอง ESG โดยเริ่มจากแกนของธุรกิจ โดยความยั่งยืนไม่ควรถูกมองเป็นโครงการหรือประเด็นที่แยกออกจากการดำเนินธุรกิจหลัก แต่ควรเชื่อมโยงอยู่กับ Business Model การบริหารจัดการ และกลยุทธ์ขององค์กรตั้งแต่ต้น
ดังนั้น ในมุมของ Investor Relations การสื่อสารเรื่อง ESG จึงไม่ควรหยุดอยู่เพียงการบอกว่าองค์กรดำเนินการอะไรในด้านสิ่งแวดล้อม สังคม หรือธรรมาภิบาล แต่ต้องช่วยให้นักลงทุนเห็นว่าแนวทางเหล่านั้นสัมพันธ์กับ ความสามารถในการแข่งขัน การบริหารความเสี่ยง และศักยภาพในการสร้างคุณค่าของธุรกิจในระยะยาวอย่างไร ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนา ESG Information ให้กลายเป็น Equity Story ที่มีความหมายต่อนักลงทุน
IR ต้อง “รู้ธุรกิจ” และสื่อสารเรื่องยากให้เข้าใจง่าย
เมื่อบทบาทของ IR กว้างขึ้น ทักษะของคนทำงาน IR ก็จำเป็นต้องเปลี่ยนตามไปด้วย นางสาวนันทนา ทวีรัตนศิลป์ มองว่า IR เป็นงานที่อยู่กึ่งกลางระหว่างหลายศาสตร์ ตั้งแต่การเงินและบัญชี ความเข้าใจว่าตัวเลขสะท้อนภาพของธุรกิจอย่างไร ไปจนถึงความสามารถในการสื่อสารเรื่องที่ซับซ้อนให้ตลาดเข้าใจ
คนทำ IR จึงต้อง “รู้ธุรกิจแบบสุด ๆ” ควบคู่ไปกับการมีศิลปะในการสื่อสาร เพราะต้องสามารถเชื่อมโยงมุมมองของธุรกิจ ผู้บริหาร และตลาดทุนเข้าด้วยกัน
ความรอบด้านดังกล่าวยังทำให้เส้นทางอาชีพของคนทำ IR ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในสายงานนักลงทุนสัมพันธ์ แต่สามารถต่อยอดไปสู่บทบาทเชิงกลยุทธ์อื่นภายในองค์กรได้ โดยเฉพาะผู้ที่สามารถเข้าใจทั้งมุมมองภายในองค์กรและความคาดหวังจากตลาดทุน
AI เปลี่ยนวิธีทำงาน แต่ Trust ยังเป็นหัวใจของ IR
เทคโนโลยีและ AI กำลังเข้ามาเปลี่ยนวิธีการทำงานของหลายฟังก์ชันในองค์กร รวมถึง Investor Relations ตั้งแต่การจัดการข้อมูล การติดตามการเปิดเผยข้อมูล ไปจนถึงการสนับสนุนกระบวนการจัดเตรียมข้อมูลสำหรับนักลงทุน
อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ IR ทำงานได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่หัวใจของงานยังคงอยู่ที่ ความถูกต้องของข้อมูล ความเข้าใจบริบทของธุรกิจ การใช้วิจารณญาณ และความน่าเชื่อถือของผู้สื่อสาร ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างและรักษาความไว้วางใจระหว่างบริษัทกับตลาดทุน
นางสาวใยบัว เชื้อสุวรรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออปติไวส์ จำกัด กล่าวว่า Optiwise มุ่งพัฒนาบทบาทจากผู้ให้บริการสนับสนุนงานด้านนักลงทุนสัมพันธ์ ไปสู่การเป็นพันธมิตรด้านการสื่อสารองค์กรและการเปิดเผยข้อมูลต่อตลาดทุนอย่างครบวงจร โดยนำความเข้าใจด้านธุรกิจ การเงิน การสื่อสาร และเทคโนโลยี มาช่วยให้บริษัทจดทะเบียนสามารถบริหารจัดการและสื่อสารข้อมูลสำคัญได้อย่างมีประสิทธิภาพ ถูกต้อง โปร่งใส และทันต่อเวลา
“วันนี้บทบาทของ IR ไม่ได้จบอยู่ที่การสื่อสารข้อมูล แต่ได้ขยับเข้าใกล้ธุรกิจและการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์มากขึ้น ขณะเดียวกัน ไม่ว่าเทคโนโลยีจะเปลี่ยนไปมากเพียงใด สิ่งที่ตลาดยังคาดหวังจากบริษัทคือข้อมูลที่ถูกต้อง ความโปร่งใส และความน่าเชื่อถือ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างบริษัทกับนักลงทุน” นางสาวใยบัว กล่าว





