ภาวะตลาดตราสารหนี้ไทยประจำสัปดาห์: มีมูลค่าการซื้อขายรวม 434,842 ลบ.

ความเคลื่อนไหวในตลาดตราสารหนี้ไทย

ความเคลื่อนไหวในตลาดตราสารหนี้ไทยสัปดาห์นี้ (28 ก.ย. – 2 ต.ค. 69)สัปดาห์ก่อนหน้า (21 – 25 ก.ย. 69)เปลี่ยนแปลง (%)สะสมตั้งแต่ต้นปี (1 ม.ค. – 2 ต.ค. 69)
มูลค่าการซื้อขาย แบบปกติ – Outright Trading (ล้านบาท)434,841.83405,354.19+7.27%17,756,080.48
มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวัน (ล้านบาท)86,968.3781,070.84+7.27%97,027.76
ดัชนีพันธบัตรรัฐบาล (Gov Bond Gross Price index)105.28105.40–0.11%–
ดัชนีหุ้นกู้เอกชน (MTM Corp Bond Gross Price Index)108.21108.26–0.05%–

เส้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Gov Bond Yield Curve) –%

ช่วงอายุของตราสารหนี้1 เดือน6 เดือน1 ปี3 ปี5 ปี10 ปี15 ปี30 ปี
สัปดาห์นี้ (2 ต.ค. 69)0.95111.511.82.392.813.34
สัปดาห์ก่อนหน้า (25 ก.ย. 69)0.95111.471.782.352.793.35
เปลี่ยนแปลง (basis point)0004242-1

ภาวะตลาดตราสารหนี้ (28 กันยายน – 2 ตุลาคม 2569)

ปริมาณการซื้อขายตราสารหนี้ในสัปดาห์นี้ (5 วันทำการ) มีมูลค่ารวม 434,842 ล้านบาท หรือเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณวันละ 86,968 ล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้าประมาณ 7% ทั้งนี้เมื่อแยกตามประเภทของตราสารแล้ว จะพบว่ากว่า 56% ของมูลค่าการซื้อขายทั้งหมด หรือประมาณ 243,888 ล้านบาท เป็นการซื้อขายในตราสารหนี้ที่ออกโดยธนาคารแห่งประเทศไทย (state Agency Bond) ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเป็นตราสารที่มีอายุคงเหลือค่อนข้างน้อย (ไม่เกิน 6 เดือน) ขณะที่พันธบัตรรัฐบาลที่ออกโดยกระทรวงการคลัง (Government Bond) มีมูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 151,536 ล้านบาท และหุ้นกู้ที่ออกโดยภาคเอกชน (Corporate Bond) มีมูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 16,857 ล้านบาท หรือคิดเป็น 35% และ 4% ของมูลค่าการซื้อขายทั้งหมดที่เกิดขึ้น ตามลำดับ

สำหรับพันธบัตรรัฐบาล ที่มีปริมาณการซื้อขายสูงที่สุด 3 อันดับแรกคือรุ่น LB27NA (อายุ 1.1 ปี) LB299A (อายุ 3.0 ปี) และ LB365A (อายุ 9.6 ปี) โดยมีมูลค่าการซื้อขายในแต่ละรุ่นเท่ากับ 11,413 ล้านบาท 11,171 ล้านบาท และ 10,497 ล้านบาท ตามลำดับ

ขณะที่หุ้นกู้ภาคเอกชน ที่มีปริมาณการซื้อขายสูงที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่ หุ้นกู้ของบริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) รุ่น CENTEL303A (A-) มูลค่าการซื้อขาย 1,472 ล้านบาท หุ้นกู้ของบริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) รุ่น SCB275A (AA+(tha)) มูลค่าการซื้อขาย 636 ล้านบาท และหุ้นกู้ของบริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) รุ่น HMPRO299B (Non-Rated) มูลค่าการซื้อขาย 620 ล้านบาท

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลปรับตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 2-4 bps. ในตราสารระยะยาว หลังจากนักลงทุนเกิดความกังวลด้านอัตราเงินเฟ้อสูงจากสถานการณ์ความไม่แน่นอนในตะวันออกลาง และคาดว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ มีเพิ่มโอกาสปรับเพิ่มดอกเบี้ยในปีนี้อีก นอกจากนี้สถานการณ์น้ำท่วมในกรุงเทพฯ ช่วงสุดปลายเดือนกันยายนรุนแรงกว่าที่คาดไว้ ด้านปัจจัยต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ รายงานดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคลทั่วไป (Headline PCE) ประจำเดือนส.ค.ปรับตัวเพิ่มขึ้น 3.4%(YoY) ต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 3.7% ขณะที่ FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่านักลงทุนให้น้ำหนัก 62.9% ที่เฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 3.75-4.00% ในการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ เดือนต.ค. นี้ จากเดิมที่ให้น้ำหนักเพียง 49.1%

สัปดาห์ที่ผ่านมา (28 กันยายน – 2 ตุลาคม 2569) กระแสเงินลงทุนต่างชาติไหลออกตลาดตราสารหนี้ไทยรวมสุทธิ 9,346 ล้านบาท โดยเป็นการขายสุทธิในตราสารหนี้ระยะสั้น (ST) (อายุคงเหลือไม่เกิน 1 ปี) 4,914 ล้านบาท และขายสุทธิในตราสารหนี้ระยะยาว (LT) (อายุมากกว่า 1 ปี) 4,427 ล้านบาท และมีตราสารหนี้ที่ถือครองโดยนักลงทุนต่างชาติหมดอายุ 5 ล้านบาท

หมายเหตุ: อันดับเครดิต หมายถึง อันดับเครดิตของหุ้นกู้เฉพาะรุ่น หรือ อันดับเครดิตของผู้ออกหุ้นกู้ ดัชนีหุ้นกู้เอกชน (Corp Bond Gross Price Index) เปลี่ยนเป็น ดัชนีหุ้นกู้เอกชน(MTM Corp Bond Gross Price Index) ตั้งแต่ ม.ค. 2565