
นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ในฐานะประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เปิดเผยว่า กกร. เตรียมจัดทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี เพื่อผลักดันให้ภาครัฐ เร่งพิจารณาแนวทางการเตรียมความพร้อมรับมืออุทกภัยของประเทศไทย พร้อมเสนอให้มีผู้แทนภาคเอกชน เข้าร่วมเป็นคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) และคณะอนุกรรมการด้านการบริหารจัดการน้ำทั้ง 3 คณะ ประกอบด้วย 1)คณะอนุกรรมการชับเคลื่อนแผนแม่บทการบริหารจัดการน้ำและโครงการสำคัญ 2) คณะอนุกรรมการอำนวยการด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 3) คณะอนุกรรมการพัฒนาหลักเกณฑ์นวัตกรรมการบริหารทรัพยากรน้ำของสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.)
ทั้งนี้ เพื่อให้การกำหนดนโยบาย และมาตรการ สอดคล้องกับสถานการณ์และความต้องการของภาคธุรกิจ ภาคเกษตร และประชนชน ขณะเดียวกัน กกร. มีมติจัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจ เพื่อประเมินผลกระทบจากอุทกภัย และจัดทำข้อเสนอแนวทางเตรียมความพร้อมและฟื้นฟู เพื่อจัดทำแผนบูรณาการ การจัดการน้ำทั้งระบบ พร้อมกับสนับสนุนการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบและเร่งฟื้นฟูกิจกรรมทางเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม

นายพจน์ กล่าวว่า กกร. มองว่าภัยธรรมชาติ กำลังกลายเป็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้างต่อเศรษฐกิจไทย โดยที่ผ่านมา ภาครัฐต้องใช้งบประมาณเฉลี่ย 5–6 หมื่นล้านบาทต่อปี ในการเยียวยาความเสียหายจากภัยธรรมชาติ ขณะที่สถานการณ์น้ำท่วมในปัจจุบัน ส่งผลกระทบต่อภาคประชาชน ภาคธรุกิจ โดยเฉพาะ SME ภาคเกษตร การผลิตภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์และ Supply Chain ในภาคกลาง และภาคตะวันออก รวมถึงภาคการท่องเที่ยว ตลอดจนสร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินของภาคธุรกิจ และประชาชน ซึ่งยังไม่สามารถประเมินมูลค่าได้ อีกทั้งยังเพิ่มภาระหนี้สิน และกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน
ทั้งนี้ กกร. เห็นว่าประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ โดยให้ความสำคัญกับการเตรียมความพร้อมล่วงหน้าในการป้องกัน และบริหารความเสี่ยงเชิงรุก ควบคู่กับการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการรับมือและปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Resilience) โดยเฉพาะการพัฒนาระบบเตือนภัยล่วงหน้า (Early Warning) ในระดับพื้นที่ให้รวดเร็ว แม่นยำ และมีข้อมูลเพียงพอต่อการตัดสินใจ เพื่อให้ประชาชนและภาคธุรกิจสามารถเตรียมรับมือได้ทันท่วงที
พร้อมยกระดับระบบบริหารจัดการน้ำ และโครงสร้างพื้นฐานอย่างครบวงจร ตั้งแต่การกักเก็บ การส่งและระบายน้ำ การจัดเตรียมพื้นที่รองรับน้ำหลาก ไปจนถึงการป้องกันพื้นที่เศรษฐกิจ และนิคมอุตสาหกรรม ขณะเดียวกัน จำเป็นต้องบูรณาการการวางผังเมือง และการใช้ประโยชน์ที่ดินให้สอดคล้องกับทิศทางการไหลของน้ำ และความเสี่ยงจากอุทกภัย โดยคำนึงถึงการรักษาทางน้ำและพื้นที่รับน้ำ ตลอดจนกำหนดแนวทางพัฒนาพื้นที่ชุมชน และอุตสาหกรรมอย่างเหมาะสม ควบคู่กับการพัฒนากลไกประกันภัยพิบัติ เพื่อลดความสูญเสียทางเศรษฐกิจ รักษาความต่อเนื่องของภาคการผลิต ฟื้นฟูความเชื่อมั่นของนักลงทุน และเสริมความมั่นคงด้านน้ำของประเทศในระยะยาว
*ความเสียหายเบื้องต้นของภาคอุตสาหกรรมจากน้ำท่วม ราว 6 พันล้าน
ด้าน นายปณิธาน ปวโรฬารวิทยา เลขาธิการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศ (ส.อ.ท.) ประเมินว่า ในขณะนี้ ความเสียหายของโรงงานอุตสาหกรรมต่าง ๆ จากเหตุการณ์น้ำท่วมปีนี้ในหลายพื้นที่ คิดเป็นมูลค่ารวมกันประมาณ 6,000 ล้านบาทแล้ว และอาจมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอีก แต่ยังไม่สามารถสรุปตัวเลขที่ชัดเจนได้
ทั้งนี้ สิ่งที่เป็นกังวลคือ โรงงานชิ้นส่วนยานยนต์ ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม และต้องหยุดการผลิตชั่วคราว ส่งผลให้โรงงานประกอบรถยนต์ ต้องดึงสต็อกเดิมมาใช้ ซึ่งหากไม่สามารถแก้ปัญหาได้จบภายในวันที่ 12 ต.ค.นี้ จะเริ่มส่งผลต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ เพราะไม่สามารถนำชิ้นส่วนไปประกอบรถยนต์ได้ จึงรอลุ้นว่าจะมีน้ำเหนือเข้ามาเติม หรือมีฝนตกเพิ่มมากขึ้นอีกหรือไม่
โดย ฐานิสร์ ทองนอก/ กษมาพร กิตติสัมพันธ์





