ตลาดหุ้นเอเชียปิดภาคเช้าปรับตัวลงในวันนี้ (8 ต.ค.) โดยตลาดถูกกดดันจากการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมัน และรายงานการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ซึ่งส่งสัญญาณว่า เฟดอาจจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกในปีนี้
- ดัชนีนิกเกอิ [NIKKEI.X] ตลาดหุ้นญี่ปุ่นปิดเช้าที่ 69,373.40 จุด ลดลง 662.31 จุด หรือ -0.95%
- ดัชนีฮั่งเส็ง [HSI.X] ตลาดหุ้นฮ่องกงปิดเช้าที่ 23,963.31 จุด ลดลง 167.19 จุด หรือ -0.69%
- ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิต [SSE.X] ตลาดหุ้นจีนปิดเช้าที่ 3,831.84 จุด ลดลง 10.35 จุด หรือ -0.27%
- ดัชนี KOSPI [KOSPI.X] ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ร่วงลง 2.24%
- ดัชนี S&P/ASX 200 [XJO.X] ตลาดหุ้นออสเตรเลียปรับตัวลง 0.6%
ราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นในช่วงเช้าวันนี้ ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง โดยสำนักข่าว NBC News รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ และทีมงานฝ่ายความมั่นคงแห่งชาติของทำเนียบขาว ได้หารือกันเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการกลับมาเปิดปฏิบัติการทางทหารครั้งใหญ่ต่ออิหร่านในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า ซึ่งรวมถึงทางเลือกในการเปิดฉากโจมตีก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพ.ย.
ทั้งนี้ สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ [BRENT.X] ส่งมอบเดือนธ.ค. พุ่งขึ้น 1.36% แตะที่ระดับ 101.54 ดอลลาร์/บาร์เรล ในการซื้อขายที่ตลาดเอเชียช่วงเช้านี้ ส่วนสัญญาน้ำมันดิบ WTI [WTI.X] ส่งมอบเดือนพ.ย. พุ่งขึ้น 1.04% แตะที่ 89.32 ดอลลาร์/บาร์เรล
ส่วนรายงานการประชุมประจำเดือนก.ย.ของเฟดระบุว่า กรรมการเฟดมีความเห็นที่แตกต่างกันเกี่ยวกับเหตุผลในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมครั้งนี้ โดยกรรมการบางส่วนมองว่าการปรับขึ้นดอกเบี้ยเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อจำกัดผลกระทบจากวิกฤตราคาพลังงาน ขณะที่บางส่วนเห็นว่าจำเป็นต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อที่เกิดจากอุปสงค์
นอกจากนี้ รายงานการประชุมระบุว่า กรรมการเฟดส่วนใหญ่เชื่อว่าการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกครั้งก่อนสิ้นปีนี้ น่าจะเป็นเรื่องที่เหมาะสม เนื่องจากเงินเฟ้อยังคงอยู่สูงกว่าเป้าหมาย 2% ของเฟดเป็นเวลานาน
เครื่องมือ FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนักเพียง 17.2% ในการคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกในการประชุมเดือนต.ค. ซึ่งลดลงจากระดับ 37.6% เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว แต่นักลงทุนให้น้ำหนักมากถึง 85% ในการคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนธ.ค.
สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจในเอเชียเช้านี้ ธนาคารกลางเกาหลีใต้ (BOK) เปิดเผยว่า เกาหลีใต้มีดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลในเดือนส.ค. โดยทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์อันดับสอง ด้วยปัจจัยหนุนหลักจากการส่งออกที่แข็งแกร่ง ท่ามกลางวัฏจักรขาขึ้นของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ทั่วโลก
ทั้งนี้ เกาหลีใต้มียอดเกินดุลบัญชีเดินสะพัด 4.61 หมื่นล้านดอลลาร์ในเดือนส.ค. เพิ่มขึ้น 4 พันล้านดอลลาร์จากเดือนก่อนหน้า และพุ่งขึ้น 3.62 หมื่นล้านดอลลาร์จากเดือนเดียวกันของปีก่อน
ด้านกระทรวงการคลังญี่ปุ่นเปิดเผยรายงานเบื้องต้นว่า ญี่ปุ่นมียอดเกินดุลบัญชีเดินสะพัด 4.06 ล้านล้านเยน (ราว 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ) ในเดือนส.ค. เพิ่มขึ้น 12.0% จากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว โดยได้รับปัจจัยหนุนส่วนหนึ่งจากการเพิ่มขึ้นของรายได้เงินปันผลจากต่างประเทศ
โดย รัตนา พงศ์ทวิช/ปรียพรรณ มีสุข





