ธปท. ผุดมาตรการค้ำประกันใหม่ ชุบชีวิตสินเชื่อ SMEs พ้นวิกฤต หลังติดลบยาว 4 ปี

นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยในงาน “Thailand Economic Outlook 2027 NEW HORIZON Beyond The Trap” ว่า เศรษฐกิจไทย เผชิญปัญหาความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้างอย่างรุนแรง ในลักษณะ K-Shaped Recovery ซึ่งส่งผลให้การฟื้นตัวกระจุกตัวอยู่แค่เพียงบางกลุ่ม โดย ธปท.มุ่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะการเข้าถึงสินเชื่อของผู้ประกอบการ SMEs และการจัดทำโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินใหม่ เพื่อสร้างการเติบโตที่ทั่วถึง

ทั้งนี้ จากปัญหาสินเชื่อของธุรกิจ SMEs ที่ติดลบต่อเนื่องนานถึง 16 ไตรมาส หรือ 4 ปีนั้น มีข้อมูลที่ระบุว่า ธุรกิจ SMEs กลุ่มที่มีศักยภาพดีที่สุด 30% มีโอกาสเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้เพียง 21% เท่านั้น ต่างจากธุรกิจรายใหญ่ที่เข้าถึงสินเชื่อสูงถึง 63% โดย ธปท. และหน่วยงานภาครัฐจะต้องร่วมมือกันแก้ปัญหานี้ โดยจะเลือกช่วยเหลือกลุ่มที่มีศักยภาพ มีกำไรและรายได้เติบโต ทั้งนี้ เพื่อให้สินเชื่อสามารถเข้าไปช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของธุรกิจได้จริง ไม่ใช่การให้สินเชื่อแก่ทุกธุรกิจโดยไม่มีการคัดเลือก โดยอย่างแรก จะปรับลดต้นทุนการตรวจข้อมูลเครดิตบูโร ที่จะสามารถตรวจข้อมูลได้ฟรีปีละ 2 ครั้ง

นอกจากนี้ จะขยายโครงการค้ำประกันสินเชื่อถาวร ต่อยอดจากโครงการ SMEs Credit Boost เป็นการปรับโครงสร้างกลไกค้ำประกันสินเชื่อใหม่ โดยใช้เงินสมทบจากธนาคารพาณิชย์ มาจัดตั้งเป็นระบบค้ำประกันถาวรระยะเวลา 5 ปี โดยไม่พึ่งงบประมาณรัฐบาล ซึ่งได้ตั้งเป้าหมายปล่อยสินเชื่อแก่ธุรกิจ SMEs ไว้ปีละ 100,000 ล้านบาท เน้น 7 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย ภายใต้ Reinvent Thailand คาดว่าจะแล้วเสร็จในไตรมาส 1 ปี 70

“ธปท. ได้ทดลองใช้กลไกเครดิตบูสต์ ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา โดยใช้เงินสมทบจากสถาบันการเงิน ซึ่งอัดฉีดสินเชื่อใหม่ได้แล้ว 80,000 ล้านบาท จากนี้จะนำไปสร้างเป็นกลไกค้ำประกันถาวรอายุ 5 ปี พร้อมปรับเงื่อนไข ตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อให้ SMEs ได้ ปีละ 100,000 ล้านบาท” ผู้ว่าการ ธปท. ระบุ

พร้อมกันนี้ ธปท. จะร่วมมือกับกระทรวงการคลัง และสมาคมธนาคารไทย จัดทำ Data Exchange Bureau เชื่อมโยงข้อมูลภาครัฐ ค่าน้ำ ค่าไฟ ประวัติการชำระเงิน การโอนเงิน ช่วยเหลือผู้ที่ไม่มีเงินเดือนประจำ หรือไม่มีสลิปเงินเดือน เช่น กลุ่มผู้มีอาชีพอิสระ ค้าขายออนไลน์ หรือ SMEs ขนาดเล็ก ให้สามารถยืนยันตัวตน และสร้างโปรไฟล์รายได้ เพื่อขอสินเชื่อได้สะดวกขึ้น คาดว่าจะเริ่มใช้งานได้ช่วงกลางถึงปลายปี 70

นายวิทัย กล่าวด้วยว่า ในเดือนธ.ค.นี้ ธปท.เตรียมเปิดตัวแพลตฟอร์มกลาง SMEs Credit Portal เพื่อแก้ปัญหาความไม่สมบูรณ์ของข้อมูล ช่วยให้ SMEs ที่มีหลักประกันติดจำนองอยู่กับธนาคารเดิม สามารถนำหลักประกันดังกล่าว ไปยื่นขอสินเชื่อแข่งขันในตลาดกลางกับสถาบันการเงินแห่งใหม่ได้ด้วยต้นทุนดอกเบี้ยที่เป็นธรรมขึ้น

*น้ำท่วม กระทบการเติบโตของ GDP – เพิ่มภาระหนี้

นายวิทัย กล่าวถึงผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมล่าสุด ว่า กำลังส่งผลกระทบต่อการเติบโตจีดีพี และเพิ่มภาระหนี้ของประชาชน เนื่องจากต้องกู้ยืมเพื่อซ่อมแซมความเสียหาย ซึ่ง ธปท. กำลังประเมินตัวเลขความเสียหายอย่างละเอียด พร้อมประสานไปยังสถาบันการเงินทุกแห่ง ให้เร่งช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างเต็มที่

“ยอมรับว่า น้ำท่วมคราวนี้มีผลกระทบแน่นอน แต่อยู่ระหว่างการประเมิน และสถานการณ์ได้ทอดยาวกว่าที่เราคิดไว้ตอนแรก รวมทั้งวงอาจจะกว้างขึ้นกว่าที่เราคิดว่าแค่ในกรุงเทพฯ” ผู้ว่าการ ธปท. กล่าว

ทั้งนี้ ธปท.คาดว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้ จะเติบโตได้ 2.3% บวก/ลบ มีแนวโน้มดีกว่าที่เคยประเมินไว้ในช่วงต้นปี ซึ่งช่วงนั้นหลายฝ่ายมีความกังวลต่อผลกระทบสงครามในตะวันออกกลาง แต่ภาคธุรกิจและประชาชนในประเทศ ก็สามารถปรับตัวได้ดี ด้วยการลดใช้พลังงาน และจัดหาน้ำมันจากแหล่งใหม่ทดแทน

โดย ธปฦ/ กษมาพร กิตติสัมพันธ์