
บมจ. ท่าอากาศยานไทย [AOT] และบริษัท บริการภาคพื้น ท่าอากาศยานไทย จำกัด (AOTGA) ได้ร่วมลงนามในสัญญาการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน ในโครงการให้บริการลานจอด และอุปกรณ์ภาคพื้น การให้บริการผู้โดยสารภาคพื้น และกิจการอื่น ๆ ที่เกี่ยวเนื่อง (Ground Support Equipment: GSE) และโครงการให้บริการคลังสินค้า (Cargo) ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ของผู้ประกอบการรายที่ 3 เพื่อเพิ่มศักยภาพการให้บริการภาคพื้นและการขนส่งสินค้าทางอากาศ โดยมี น.ส.ปวีณา จริยฐิติพงศ์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ AOT และนายสิริวัฒน์ โตวชิรกุล ผู้จัดการใหญ่ AOTGA เป็นผู้ลงนามในสัญญาการร่วมลงทุน
การลงนามในสัญญาการร่วมลงทุนของทั้งสองโครงการนี้ AOT ได้ดำเนินการตามมาตรา 36 แห่ง พ.ร.บ.การร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ.2562 โดยบริษัท AOTGA เป็นผู้ยื่นข้อเสนอการดำเนินงาน และได้รับการคัดเลือกให้เป็นผู้เข้าดำเนินการทั้ง 2 โครงการดังกล่าว ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2569 ให้ความเห็นชอบผลการคัดเลือกเอกชน และเงื่อนไขสำคัญของสัญญาร่วมลงทุนโครงการ ตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ
โดยความร่วมมือของ 2 หน่วยงาน มุ่งเน้นที่จะเพิ่มขีดความสามารถของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เพื่อรองรับและเพิ่มทางเลือกให้กับบริการสายการบิน รวมทั้งเตรียมความพร้อมด้านการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ ทำให้การให้บริการภายในท่าอากาศยานเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ไม่เกิดการหยุดชะงัก ตามแผนความต่อเนื่องทางธุรกิจ (Business Continuity Plan: BCP) และสามารถรองรับปริมาณเที่ยวบิน และสินค้าที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้คุณภาพการให้บริการมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เป็นการส่งเสริม และเพิ่มศักยภาพการให้บริการภาคพื้น และการขนส่งสินค้าทางอากาศ รองรับการขยายตัวของธุรกิจการบินและโลจิสติกส์ของประเทศในอนาคตต่อไป
ทั้งนี้ หลังจากนี้ AOTGA จะมีการเตรียมความพร้อมด้านบุคลากร และอุปกรณ์ เพื่อเข้าดำเนินโครงการ GSE ซึ่งคาดว่าจะสามารถเริ่มให้บริการได้ในปี 2570 สำหรับโครงการ Cargo จะมีการก่อสร้างคลังสินค้า และเตรียมความพร้อมด้านต่าง ๆ ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาดำเนินการประมาณ 23 เดือน และมีระยะเวลาดำเนินการตลอดโครงการรวม 25 ปี
อนึ่ง ในสัญญาการร่วมลงทุนดังกล่าว AOT ได้มีการกำหนดประสิทธิภาพการให้บริการเป็นตัวชี้วัดผลงาน (KPI) พร้อมกำหนดเงื่อนไขบทลงโทษ และค่าปรับหากไม่สามารถดำเนินการได้ตามที่ระบุในสัญญา
โดย เสาวลักษณ์ อวยพร/ กษมาพร กิตติสัมพันธ์



