SCB EIC เปิด 3 ฉากทัศน์น้ำท่วมฉุดศก.ไทย 0.05-0.25% จับตาความเสี่ยงสภาพคล่องครัวเรือน-SME หลังน้ำลด

ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ระบุว่า ในช่วงปลาย ก.ย. ถึงต้นเดือน ต.ค. 69 หลายพื้นที่ของไทยเผชิญฝนตกหนักแช่ และน้ำท่วมเป็นวงกว้าง โดย กทม. เจอฝนตกหนักแบบกระจุกตัว (Rain Bomb) สะสม 250-300 มม. ส่งผลให้น้ำท่วมขังสูงต่อเนื่องหลายวัน

อย่างไรก็ดี SCB EIC ประเมินว่าสถานการณ์น้ำท่วมจะทยอยคลี่คลายในกรณีฐาน แม้บางพื้นที่ยังเสี่ยงเจอฝนตกหนักเพิ่มเติม และน้ำเหนือ หรือน้ำเขาไหลผ่าน ขณะที่ความเสี่ยงที่น้ำท่วมพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญภายในคันกั้นน้ำ กทม. ยังมีจำกัด เนื่องจากปริมาณน้ำเหนือที่จะไหลผ่าน กทม. มีแนวโน้มต่ำกว่ามหาอุทกภัยปี 54 มากและเริ่มปรับระดับลง

*ครัวเรือนและแรงงานได้รับผลกระทบเป็นวงกว้าง

SCB EIC ประเมินน้ำท่วมรอบนี้ส่งผลกระทบครัวเรือนไทยสะสมกว่า 1.48 ล้านครัวเรือน (ข้อมูลกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยในช่วง 16 ก.ย.-7 ต.ค. 69) หรือคิดเป็นราว 6% ของครัวเรือนทั้งหมด โดยยังมีครัวเรือนกว่า 1.1 ล้านครัวเรือนได้รับผลกระทบอยู่ พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบสูงกระจุกตัวในกรุงเทพฯและปริมณฑล เช่น สมุทรปราการและปทุมธานี รวมถึงจังหวัดฐานการผลิตเกษตรและอุตสาหกรรมสำคัญในภาคกลางและภาคตะวันออก เช่น นครนายก ชลบุรี ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี และอยุธยา

ในมิติแรงงาน คาดว่า มีแรงงานมากกว่า 1.69 ล้านคน ได้รับผลกระทบจากข้อจำกัดในการเดินทาง การหยุดกิจการชั่วคราว หรือการสูญเสียชั่วโมงทำงาน โดยเฉพาะในจังหวัดสมุทรปราการและ กทม. ที่มีแรงงานถูกกระทบกว่า 4.45 และ 4.20 แสนคน ตามลำดับ หรือราว 2% ของคนทำงานทั้งหมดในประเทศ

โดยกลุ่มที่เปราะบางมากที่สุด คือแรงงานในภาคบริการและแรงงานนอกระบบที่มีรายได้รายวัน เพราะต้องเผชิญรายได้ที่หายไปทันที ขณะที่ค่าใช้จ่ายการเดินทาง ที่อยู่อาศัย และการซ่อมแซมทรัพย์สินกลับเพิ่มขึ้นพร้อมกัน สะท้อนว่าผลกระทบของน้ำท่วมไม่ได้ขึ้นกับระดับน้ำอย่างเดียว แต่ขึ้นกับระยะเวลาที่แรงงานไม่สามารถกลับมาหารายได้ได้ตามปกติ

*เศรษฐกิจปีนี้จะขยายตัวลดลง 0.1 pp. ในกรณีฐาน

SCB EIC ประเมินว่า น้ำท่วมจะทำให้เศรษฐกิจไทยปี 69 ลดลงในช่วง 0.05-0.1 pp. ในกรณีฐาน ผลกระทบหลักมาจากรายได้ครัวเรือนที่ลดลง การประกอบอาชีพและการเดินทางที่สะดุด รวมถึงการหยุดดำเนินงานชั่วคราวของภาคการผลิตและบริการบางส่วน ขณะที่การซื้อสินค้าจำเป็นเพื่อรับมือภัยน้ำท่วมและการใช้จ่ายเพื่อซ่อมแซมความเสียหายจะช่วยชดเชยผลกระทบได้บางส่วน

ในกรณีที่สถานการณ์รุนแรงกว่าคาด จากฝนระลอกใหม่และน้ำเหนือไหลแรงกว่าที่ประเมิน แต่ยังไม่ท่วมเข้าพื้นที่ภายในคันกันน้ำของ กทม. ผลกระทบต่อเศรษฐกิจอาจเพิ่มเป็น 0.1-0.2 pp. และอาจเพิ่มเป็น 0.15-0.25 pp. หากเกิดน้ำท่วมพื้นที่เมืองภายในคันกั้นน้ำของ กทม. อีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม แม้ผลกระทบจะน้อยกว่าเหตุการณ์มหาอุทกภัยปี 54 มาก ซึ่งกระทบเศรษฐกิจไทยสูงถึง 3.5-4.0 pp. จากน้ำท่วมเข้าพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมหลายแห่ง และภาคการผลิตสำคัญเป็นวงกว้างนานกว่า 5 เดือน แต่ความเสี่ยงจากน้ำท่วมรอบนี้อยู่ที่การซ้ำเติมครัวเรือน และ SMEs ที่มีสภาพคล่องจำกัด และมีความสามารถในการรองรับภาระรายจ่ายเพิ่มเติมได้ไม่มาก

*การฟื้นธุรกิจต้องไปไกลกว่าซ่อมแซม สู่การสร้าง Flood Resilience

ภาคธุรกิจได้รับผลกระทบผ่าน 3 ช่องทางหลัก ได้แก่ 1) กำลังซื้อและพฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้บริโภคที่ลดลง 2) การหยุดชะงักของระบบโลจิสติกส์และห่วงโซ่อุปทาน และ 3) ความเสียหายต่อทรัพย์สิน สินค้าคงคลัง และสถานประกอบการ

ในช่วงที่สถานการณ์น้ำท่วมยังไม่คลี่คลาย ธุรกิจค้าปลีก สินค้าคงทน ร้านอาหาร การท่องเที่ยว และอสังหาริมทรัพย์ มีแนวโน้มได้รับผลกระทบด้านอุปสงค์มากที่สุด จากข้อจำกัดในการเดินทางและการชะลอการใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นของผู้บริโภค ขณะที่ภาคการผลิตบางส่วนอาจสะดุดจากความล่าช้าในการขนส่งวัตถุดิบในห่วงโซ่อุปทานและการส่งมอบสินค้า

อีกด้านหนึ่ง หลายธุรกิจต้องเผชิญความเสียหายโดยตรง ต่ออาคาร เครื่องจักร สินค้าคงคลัง พื้นที่ประกอบกิจการ และพื้นที่เกษตร ซึ่งเพิ่มภาระต้นทุนในการซ่อมแซม ฟื้นฟู และกลับมาเปิดดำเนินงาน โดยเฉพาะธุรกิจขนาดเล็กที่มีเงินสำรองจำกัด

ทั้งนี้ ในช่วงหลังน้ำลด ความเสี่ยงสำคัญจะเปลี่ยนจากความเสียหายทางกายภาพ ไปสู่ความสามารถในการฟื้นตัวของรายได้ และสภาพคล่องของครัวเรือนและธุรกิจ ขณะที่บางธุรกิจอาจได้อานิสงส์จากความต้องการสินค้าจำเป็น วัสดุป้องกันน้ำท่วม เครื่องใช้ภายในบ้าน และบริการที่เกี่ยวข้อง รวมถึงความต้องการซื้อทดแทนและซ่อมแซมทรัพย์สินที่เสียหาย (Pent-up demand) ตลอดจนการลงทุนเพิ่มขีดความสามารถในการรับมือภัยพิบัติ เช่น ระบบป้องกันน้ำท่วม ระบบระบายน้ำ และโครงสร้างพื้นฐานด้าน Flood Resilience อย่างไรก็ดี การฟื้นตัวนี้อาจเกิดขึ้นไม่พร้อมกัน ขึ้นอยู่กับความสามารถในการเข้าถึงเงินทุนและสภาพคล่องของครัวเรือนและธุรกิจแต่ละกลุ่ม

น้ำท่วมรอบนี้สะท้อนว่า ความเสียหายทางเศรษฐกิจไม่ได้ขึ้นกับระดับน้ำอย่างเดียว แต่อยู่ที่ความสามารถของครัวเรือน แรงงาน และธุรกิจในการกลับมาสร้างรายได้และดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้เร็ว การเตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติในระยะต่อไป จึงต้องมองไกลกว่าการป้องกันความเสียหายทางกายภาพ ไปสู่การสร้างภูมิคุ้มกันด้านรายได้ สภาพคล่อง ความต่อเนื่องในการดำเนินธุรกิจ และการลงทุนด้าน Flood Resilience เพื่อลดระยะเวลาในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจเมื่อเผชิญภัยพิบัติอีกในอนาคต

โดย ปภัสสร องค์พิเชฐเมธา/รัชดา คงขุนเทียน