
ส.อ.ท. เผยดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม ก.ย. 69 ขยับขึ้นแตะ 90.70 รับอานิสงส์ไทยช่วยไทยพลัส หนุนกำลังซื้อ, ลดค่าไฟ, คำสั่งซื้อลุยเทศกาลปลายปี และยอดขาย EV พุ่งแรง แต่ยังต้องจับตาความเสี่ยงอุทกภัย และต้นทุนดีเซล พร้อมเสนอ 3 มาตรการชงรัฐรับมือ
นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เผยผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม ประจำเดือนก.ย. 69 อยู่ที่ระดับ 90.70 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 89.70 ในเดือนส.ค. 69 โดยดำเนินการสำรวจ ระหว่างวันที่ 1-25 ก.ย. 69 (ช่วงก่อนเกิดสถานการณ์น้ำท่วมในคืนวันที่ 25 ก.ย. 69)
ทั้งนี้ การปรับตัวเพิ่มขึ้นของดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมในเดือนก.ย. 69 มีปัจจัยสนับสนุนจากการปรับลดอัตราค่าไฟฟ้าสำหรับงวดเดือนก.ย.-ธ.ค. 69 จาก 3.95 บาท เหลือ 3.89 บาทต่อหน่วย ช่วยบรรเทาภาระต้นทุนของภาคธุรกิจและลดค่าครองชีพของประชาชน ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการมีคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้นเพื่อเตรียมจำหน่ายสินค้าในช่วงเทศกาลปลายปี โดยเฉพาะกลุ่มอาหารแปรรูป เฟอร์นิเจอร์ สินค้าแฟชั่น และสินค้าไลฟ์สไตล์
นอกจากนี้ ยอดขายรถยนต์นั่งส่วนบุคคลมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ (Battery Electric Vehicle: BEV) ซึ่งเพิ่มขึ้น 100.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (Plug-in Hybrid Electric Vehicle: PHEV) เพิ่มขึ้น 35.3% ในช่วง 8 เดือนแรกของปี 69 ประกอบกับความต้องการสินค้าเทคโนโลยียังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่องตามการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) และศูนย์ข้อมูล (Data Center) ขณะเดียวกัน โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” มีส่วนช่วยกระตุ้นยอดขายของร้านค้ารายย่อย โดยข้อมูลยอดขายสามารถนำไปใช้ประกอบการเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงสินเชื่อผ่านระบบ AI “นกกระซิบ”
*จับตาความเสี่ยงอุทกภัย-ราคาน้ำมัน
อย่างไรก็ตาม ภาคอุตสาหกรรมยังเผชิญความเสี่ยงหลายด้าน โดยเฉพาะสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคกลางและภาคตะวันออก ซึ่งสร้างความเสียหายต่อที่อยู่อาศัยของประชาชนและสถานประกอบการ ตลอดจนส่งผลกระทบต่อการขนส่งสินค้าวัตถุดิบ และทำให้ Supply Chain ในบางอุตสาหกรรมหยุดชะงักช่วงปลายเดือนก.ย. ซึ่ง ส.อ.ท. ยังคงติดตามสถานการณ์น้ำและเร่งช่วยเหลือผู้ประกอบการและสมาชิกอย่างต่อเนื่องทั้งการเตรียมความพร้อมรับมืออุทกภัย การเข้าช่วยเหลือสถานประกอบการที่ประสบภัย รวมทั้งการประสานความร่วมมือกับภาครัฐในเรื่องมาตรการช่วยเหลือเยียวยาให้ธุรกิจกลับมาดำเนินการได้อย่างปกติโดยเร็ว
นอกจากนี้ ราคาน้ำมันดีเซลเฉลี่ยในเดือนก.ย. 69 ที่เพิ่มขึ้น 7.29% จากเดือนก่อนหน้า มาอยู่ที่ 40.28 บาทต่อลิตร ส่งผลให้ต้นทุนพลังงานปรับตัวสูงขึ้น กดดันอัตรากำไรของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SMEs ที่มีความสามารถในการรับมือกับต้นทุนที่ผันผวนได้จำกัด
ด้านการขนส่งระหว่างประเทศ ค่าระวางเรือในเส้นทางการขนส่งปรับตัวสูงขึ้น โดยเส้นทางออสเตรเลียเพิ่มขึ้น 63% จากเดือนก่อนหน้า เส้นทางชายฝั่งตะวันออกของสหรัฐอเมริกาเพิ่มขึ้น 7% และเส้นทางชายฝั่งตะวันตกเพิ่มขึ้น 0.8% ส่งผลให้ต้นทุนการส่งออกเพิ่มขึ้นและกดดันผลประกอบการของผู้ส่งออกไทย
อีกหนึ่งความท้าทายสำคัญ คือการแข่งขันด้านราคาจากสินค้านำเข้า โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภคที่เพิ่มขึ้น 8.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้ผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (Small and Medium Enterprises: SMEs) เผชิญแรงกดดันด้านยอดขาย เนื่องจากมีข้อจำกัดในการปรับลดราคาเพื่อแข่งขันกับสินค้านำเข้า นอกจากนี้ ผู้ประกอบการ SMEs ยังคงประสบปัญหาในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนและสินเชื่อ ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจและการขยายกิจการ
*คาด 3 เดือนข้างหน้า ดัชนีฯ ปรับตัวเพิ่มขึ้นอยู่ที่ระดับ 97.70
สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมคาดการณ์ในช่วง 3 เดือนข้างหน้า อยู่ที่ระดับ 97.70 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 97.0 ในเดือนส.ค. 69 สะท้อนมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มภาคอุตสาหกรรมในระยะข้างหน้า โดยมีปัจจัยสนับสนุนสำคัญจากข้อตกลงด้านภาษีและการขยายระยะเวลาพักรบทางการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน ซึ่งช่วยบรรเทาความตึงเครียดทางการค้าโลก ประกอบกับความต้องการวัสดุก่อสร้าง เฟอร์นิเจอร์ และเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น จากการซ่อมแซมบ้านเรือนและจัดซื้อสิ่งของทดแทนความเสียหายที่เกิดจากอุทกภัย นอกจากนี้ การต่ออายุโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (เพิ่มเติม)” คาดว่าจะช่วยรักษาแรงส่งของการบริโภคภายในประเทศและสนับสนุนรายได้ของผู้ประกอบการ SMEs ในช่วงปลายปี
อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการยังต้องติดตามความเสี่ยงจากสถานการณ์อุทกภัยในบางพื้นที่ ซึ่งอาจส่งผลต่อเนื่องถึงการฟื้นฟูความเสียหายหลังระดับน้ำลดลงรวมถึงความรวดเร็วและทั่วถึงของมาตรการเยียวยาจากภาครัฐ โดยค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟูกิจการและโรงงานที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม อาจซ้ำเติมปัญหาสภาพคล่องของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs นอกจากนี้ ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางและสงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครนยังเพิ่มความไม่แน่นอนด้านต้นทุนการผลิตและการจัดหาวัตถุดิบ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการวางแผนการผลิตและเงินทุนหมุนเวียนของผู้ประกอบการในระยะต่อไป
*ข้อเสนอแนะต่อภาครัฐ
ส.อ.ท. เสนอให้ภาครัฐเร่งดำเนินมาตรการสำคัญ 3 ด้าน เพื่อบรรเทาผลกระทบและเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทย ดังนี้
1. ยกระดับการบริหารจัดการอุทกภัยเชิงรุก เสนอให้ภาครัฐยกระดับการบริหารจัดการอุทกภัยสู่การบริหารความเสี่ยงเชิงรุก โดยเชื่อมโยงข้อมูลภาพรวมสถานการณ์น้ำเพื่อประเมินความเสี่ยงและแจ้งเตือนล่วงหน้า (Early warning) มีกำหนดโครงสร้างการสั่งการและกลไกการประสานงานให้ชัดเจน รองรับผลกระทบข้ามพื้นที่และข้ามลุ่มน้ำ ตลอดจนเร่งประสานบริษัทประกันภัยให้สำรวจความเสียหายและจ่ายค่าสินไหมทดแทนอย่างรวดเร็ว เพื่อบรรเทาภาระประชาชนและเร่งฟื้นฟูกิจการที่ได้รับผลกระทบ
2. ส่งเสริมการประหยัดพลังงานและลดภาระต้นทุน เสนอให้ภาครัฐออกมาตรการรณรงค์และส่งเสริมการประหยัดพลังงานเพื่อรับมือความผันผวนจากราคาพลังงาน เช่น การให้ส่วนลดค่าไฟตามปริมาณการใช้ไฟฟ้าที่ลดลงเพื่อสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนประและสถานประกอบการหยัดพลังงาน เงินสนับสนุนการปรับปรุงกระบวนการผลิตและการติดตั้ง solar cell เพื่อลดการใช้พลังงาน รวมทั้ง การสนับสนุนให้เปลี่ยนเครื่องใช้ไฟฟ้าเก่าเป็นผลิตภัณฑ์ฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 ที่ผลิตในประเทศโดยผ่านคูปองส่วนลด
3. เร่งผลักดันการใช้สินค้า Made in Thailand (MiT) เสนอให้ภาครัฐเร่งผลักดันการใช้สินค้า Made in Thailand (MiT) ในการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ และหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ ทั้งในงานก่อสร้างและงานจัดซื้อวัสดุอุปกรณ์ของทุกหน่วยงาน พร้อมสร้างแรงจูงใจให้ภาคเอกชนใช้สินค้า MiT
สำหรับประโยชนของการประชุม IMF World Bank ที่จัดขึ้นในประเทศไทย นางพิมพ์ใจ กล่าวว่า ในระยะสั้น คาดว่า มีเงินสะพัดอย่างน้อย 2,000 ล้านบาท และภาพลักษณ์ของไทยที่นานาชาติให้ความเชื่อมั่น เชื่อถือ รวมถึงได้เห็นถึงความพร้อมศักยภาพของไทย ทั้งศักยภาพด้านโรงสร้างพื้นฐาน โลจิสติกส์ และระบบพลังงานที่มีร่างแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้า (PDP) 2026 ที่ชัดเจนในการก้าวสู่ Net Zero ในปี 2050 และความพร้อมทางด้านกระบวนการพัฒนาทางด้านการเงิน และพัฒนาบุคลากร ส่วนในระยะกลางและยาว คือความมั่นใจในการลงทุนในประเทศไทยของ IMF-Worldbank
โดย ปภัสสร องค์พิเชฐเมธา/รัชดา คงขุนเทียน





