
Kristalina Georgieva Managing Director IMF กล่าวในหัวข้อ ASEAN in a Changing Global Landscape ว่า อาเซียนถือเป็นภูมิภาคที่มีการเติบโตเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเศรษฐกิจของทั้ง 11 ประเทศในอาเซียนรวมกันมีมูลค่ากว่า 4.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และเป็นภูมิภาคที่มีประชากรราว 700 ล้านคน และมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจกว่า 4.5 ต่อปี สูงกว่าค่าเฉลี่ยของโลก โดยมีขนาดใหญ่ที่จัดเป็นเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับ 4 ของโลก
อย่างไรก็ตามปัจจุบันอาเซียนกำลังเผชิญกับความท้าทายที่เพิ่มขึ้น ซึ่งอาจลดทอน Momentum การเติบโต โดยเฉพาะวิกฤตพลังงาน ที่จะเป็นภัยที่สร้างผลกระทบต่ออาเซียนในระยะสั้น และมีความรุนแรงเป็นพิเศษ เนื่องจากอาเซียนมีการบริโภคน้ำมันและก๊าซคิดเป็น 7% ของ GDP ในอาเซียน
แม้ว่าการเผชิญความเสี่ยงด้านวิกฤตพลังงานในอาเซียนจะมีความแตกต่างกันในบางประเทศ โดยเฉพาะประเทศในอาเซียนที่เป็นผู้ส่งออกพลังงาน ได้แก่ บรูไน และมาเลเซีย อาจจะมีผลกระทบที่น้อยกว่าเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆในอาเซียนที่เป็นประเทศผู้นำเข้าพลังงานโดยเฉพาะไทยและฟิลิปปินส์ ทำให้แต่ละประเทศต้องมีการดำเนินแผนการรับทิอที่สามารถรองรับผลกระทบที่เกิดขึ้นแตกต่างกันไปตามความเหมาะสม
นอกจากวิกฤตด้านพลังงานแล้ว อาเซียนยังต้องรับมือกับภูมิทัศน์การค้าโลกที่เปลี่ยนแปลงไป ความผันผวนของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ และความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะเอลนีโญที่กำลังจะเกิดขึ้น
“เอเชียเป็นเครื่องยนต์ของการเติบโตเศรษฐกิจของโลก ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา เอเชียสร้างการเติบโตให้กับโลกถึง 2 ใน 3 และที่ผ่านมาจากวิกฤตพลังงาน จะเห็นว่าสมาชิกอาเซียนหลายประเทศยังได้เพิ่มความหลากหลายของแหล่งพลังงาน และนำมาตรการต่างๆออกมาใช้ เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อครัวเรือนจากวิกฤตพลังงาน วิฤตราคาสินค้า ส่งผลให้เศรษฐกิจสามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมภายนอกที่มีความไม่แน่นอนสูงขึ้นได้” Kristalina กล่าว
อย่างไรก็ตามหากวิกฤตเหล่านี้มีการเกิดขึ้นซ้ำๆ และลากยาวมากเกินไป อาจทำให้กันชนทางการคลังอ่อนแอลงอีก ส่งผลให้รัฐบาลมีทรัพยากร และเครื่องมือในการรองรับน้อยลง ในการที่จะนำออกมาใช้เพื่อการตอบสนองต่อเหตุฉุกเฉินในอนาคต ซึ่งรัฐบาลของแต่ละประเทศจะต้องมีการวางแผนงบประมาณระยะยาวควบคู่ไปด้วย เพื่อรองรับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
นอกจากนี้มองว่าจากวิกฤตพลังงานที่เกิดขึ้นนั้นอาเซียนจะต้องมีการพัฒนายุทธศาสตร์ร่วมกันในรูปแบบการเชื่อมโยงทางพลังงานในภูมิภาคที่สามารถยกระดับความสามารถด้านพลังงาน และช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของอาเซียนได้ โดยเฉพาะการค้าขายไฟฟ้าข้ามพรมแดน โดยการสนับสนุนการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนได้ และเปิดโอกาสให้ประเทศต่างๆขยายการผลิต พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานน้ำ และพลังงานลม เพื่อสร้างตลาดพลังานในภูมิภาคให้ใหญ่ขึ้น
ขณะที่การมีส่วนร่วมของภาคเอกชนที่มากขึ้นจะเป็นส่วนสำคัญในการสร้างเติบโตในระยะยาวของอาเซียน โดยเฉพาะการพัฒนาด้านการเงินที่เป็นนวัตกรรม ซึ่งจะช่วยรับมือกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นของความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และการเตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติทางธรรมชาติ และภัยคุกคามทางเศรษฐกิจ พร้อมกับมีการพัฒนาตลาดทุนที่ดียิ่งขึ้น เพื่อสนับสนุนการระดมทุนของภาคเอกชน เพื่อสามารถสร้าง Productivity ใหม่ๆที่ขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจ และรองรับกับสังคมผู้สูงอายุในบางประเทศในอาเซียน
ทั้งนี้ การกำหนดนโยบายเศรษฐกิจที่มีวินัยของรัฐบาล และการลงทุนขยายตัวมากขึ้น มีความสำคัญเป็นหลักต่อการเพิ่มขีดความความสามารถของอาเซียนในการเร่งการเติบโต แม้ว่าจะต้องเผชิญกับสภาพแวดล้อมของโลกที่มีความผันผวนเพิ่มขึ้นก็ตาม แต่หากสามารถทำให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีให้เกิดขึ้นจริงได้ จะสามารถเปลี่ยนความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจให้เป็นการเติบโตที่ยั่งยืนยิ่งขึ้นในอาเซียนได้ในระยะยาว และผลักดันการเติบโตให้กับเศรษฐกิจโลกได้เช่นเดียวกัน
โดย จีรายุทธ จันทรงสกุล/รัชดา คงขุนเทียน





