
นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ประเทศไทยยังมีจุดแข็งทางเศรษฐกิจที่สำคัญ ทั้งเสถียรภาพทางการเงิน ทุนสำรองระหว่างประเทศที่อยู่ในระดับสูง ฐานการผลิตอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่ง และความสามารถในการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ โดยรัฐบาลมุ่งนำศักยภาพเหล่านี้มาต่อยอดให้เกิดการจ้างงาน สร้างรายได้ และเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับประชาชน แม้รายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลกของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ฉบับเดือนตุลาคม 2569 จะคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยปี 2569 ขยายตัว 2.1% ซึ่งยังต่ำกว่าหลายประเทศในภูมิภาคก็ตาม
รายงาน External Sector Report 2026 ของ IMF ระบุว่า ประเทศไทยมีทุนสำรองระหว่างประเทศในปี 2568 ประมาณ 282,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจาก 237,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2567 โดยมีทุนสำรองคิดเป็นประมาณ 2.6 เท่าของหนี้ต่างประเทศระยะสั้น และสามารถรองรับการนำเข้าได้ประมาณ 10 เดือน ซึ่ง IMF ประเมินว่า ทุนสำรองของไทยอยู่สูงกว่าช่วงเกณฑ์ความเพียงพอ สะท้อนถึงความสามารถในการรองรับความผันผวนจากเศรษฐกิจโลก และเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ
ขณะเดียวกัน รายงาน World Investment Report 2026 ของหน่วยงานการค้าและการพัฒนาของสหประชาชาติ (UNCTAD) ระบุว่า เงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศที่ไหลเข้าสู่ประเทศไทยในปี 2568 มีมูลค่า 19,098 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจาก 14,652 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2567 หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 30% สะท้อนว่า ไทยยังเป็นจุดหมายการลงทุนที่มีศักยภาพ โดยเฉพาะการมีฐานอุตสาหกรรมและโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมรองรับการขยายตัวของภาคการผลิต
นางสาวลลิดา กล่าวเพิ่มเติมว่า จุดแข็งสำคัญอีกด้านของประเทศไทย คือฐานการผลิตอุตสาหกรรมที่พัฒนามาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ เครือข่ายผู้ผลิตชิ้นส่วน ผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุปทาน และโครงสร้างพื้นฐานด้านการส่งออก ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการต่อยอดสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยเฉพาะยานยนต์ไฟฟ้าและอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ทั้งยังเป็นโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยและแรงงานไทยพัฒนาศักยภาพเพื่อรองรับการลงทุนใหม่
“ประเทศไทยไม่ได้เริ่มต้นจากศูนย์ เรามีทั้งฐานการผลิตที่แข็งแกร่ง เครือข่ายผู้ประกอบการที่มีประสบการณ์ เงินลงทุนจากต่างประเทศที่เพิ่มขึ้น และทุนสำรองระหว่างประเทศที่มั่นคง สิ่งเหล่านี้คือจุดแข็งที่สามารถนำมาต่อยอดได้ รัฐบาลจึงให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนศักยภาพของประเทศให้เป็นการลงทุนจริง การจ้างงานจริง และรายได้ที่เพิ่มขึ้นของประชาชน” นางสาวลลิดา กล่าว
สำหรับการประเมินของ IMF ที่คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัว 2.1% และเติบโตต่ำที่สุดในกลุ่ม ASEAN-5 ซึ่งประกอบด้วยอินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และไทยนั้น นางสาวลลิดา กล่าวว่า รัฐบาลรับฟังและตระหนักถึงความจำเป็นในการเร่งยกระดับการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยมองว่า การมีพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่มั่นคงเป็นข้อได้เปรียบสำคัญ แต่ต้องเร่งนำมาใช้สร้างโอกาสใหม่ให้ประเทศ ไม่ใช่เพียงรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจเท่านั้น
ทั้งนี้ รัฐบาลมุ่งส่งเสริมการลงทุนที่สร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศ สนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SME เข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมใหม่ พัฒนาทักษะแรงงานให้ตรงกับความต้องการของภาคธุรกิจ และลดอุปสรรคต่อการประกอบกิจการ เพื่อให้เม็ดเงินลงทุนสามารถกระจายประโยชน์ไปสู่ประชาชนได้อย่างกว้างขวาง
“รัฐบาลไม่ได้มองข้ามปัญหาเศรษฐกิจโตช้าหรือความเดือดร้อนด้านปากท้องของประชาชน แต่เชื่อว่า ประเทศไทยยังมีศักยภาพและต้นทุนทางเศรษฐกิจที่ดี สิ่งสำคัญจากนี้คือการใช้จุดแข็งที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพราะความสำเร็จทางเศรษฐกิจไม่ได้วัดจากตัวเลขทุนสำรองหรือเงินลงทุนเพียงอย่างเดียว แต่ต้องวัดจากการที่ประชาชนมีงานทำ มีรายได้เพิ่มขึ้น และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม” นางสาวลลิดา กล่าว
โดย ฐานิสร์ ทองนอก/รัชดา คงขุนเทียน





