
ต่อจากนี้คนไทยถ้าอยากซื้อ Bitcoin หรือ Ethereum ก็ไม่จำเป็นต้องซื้อผ่าน Exchange แล้ว เพราะ Crypto ETF ในไทย กำลังจะเปิด ตอบโจทย์นักลงทุนที่อยากจะมีสินทรัพย์ดิจิทัลแต่ไม่อยากกดซื้อ หรือดูแลรักษาเอง งานนี้ต้องยกผลงานให้ ก.ล.ต. ไทยเลย!!
*ก.ล.ต. ไฟเขียว Crypto ETF ไทย! เปิดทางลงทุน Bitcoin–Ethereum ผ่านตลาดหุ้น
มีข่าวดีสำหรับวงการคริปโทไทยมาฝากกัน!! ล่าสุด ก.ล.ต. ประกาศหลักเกณฑ์รองรับการจัดตั้ง Crypto ETF ในประเทศไทยอย่างเป็นทางการแล้ว โดยจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคมนี้เป็นต้นไป
แล้วเรื่องนี้สำคัญยังไง ? ที่ผ่านมา ถ้าเราอยากลงทุนใน Bitcoin หรือ Ethereum ส่วนใหญ่ก็ต้องไปเปิดบัญชีกับ Exchange เพื่อซื้อขายคริปโทฯ ได้โดยตรง แต่หลังจากนี้ เรากำลังจะมีอีกหนึ่งทางเลือก นั่นก็คือการลงทุนผ่าน Crypto ETF ที่จดทะเบียนซื้อขายในตลาดหุ้นไทย ได้เลย
พูดง่าย ๆ ก็คือ นักลงทุนจะสามารถเข้าถึง Bitcoin หรือ Ethereum ผ่านกองทุน ETF โดยไม่จำเป็นต้องไปซื้อเหรียญหรือเก็บ Private Key ด้วยตัวเอง!!
แต่ต้องบอกก่อนว่า ตอนนี้เป็นการเปิดหลักเกณฑ์ ยังไม่ได้หมายความว่าจะมี Crypto ETF ให้ซื้อขายกันได้ทันที ต้องรอดูว่า บลจ. ไหนจะยื่นขอจัดตั้งกองทุนเป็นรายแรก ทีนี้มาดูเงื่อนไขกันก่อน
- 1. ก.ล.ต. อนุญาตให้ลงทุนในคริปโทฯ ได้ 2 ตัวก่อน ก็คือ Bitcoin กับ Ethereum ส่วนเหรียญอื่น ๆ อาจมีการพิจารณาเพิ่มเติมในอนาคต
- 2. กองทุนต้องบริหารแบบ Passive คือเน้นให้ผลตอบแทนเคลื่อนไหวตามราคาคริปโทฯ ที่ลงทุน และต้องมีสัดส่วนการลงทุนอ้างอิงคริปโทฯ เฉลี่ยไม่น้อยกว่า 80% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน
อีกเรื่องที่น่าสนใจมาก คือการเก็บรักษาเหรียญ Crypto ETF จะต้องใช้บริการผู้รับฝากสินทรัพย์ดิจิทัล หรือ DA Custodian ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ ก.ล.ต. เท่านั้น ตรงนี้ก็ถือเป็นโอกาสของธุรกิจ Custodian ในประเทศไทย เพราะถ้ามี Crypto ETF เกิดขึ้นจริง ก็อาจมีความต้องการใช้บริการรับฝากสินทรัพย์ดิจิทัลเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
นอกจากนี้ ก.ล.ต. ยังเปิดทางให้กองทุนรวมและกองทุนส่วนบุคคล สามารถลงทุนใน Crypto ETF ที่จัดตั้งในไทยได้ด้วย ภายใต้สัดส่วนการลงทุนที่กำหนด แต่มีข้อจำกัดนั่นคือ Crypto ETF จะไม่สามารถใช้ Margin Loan ในการซื้อได้ หรือพูดง่าย ๆ คือ โบรกเกอร์ไม่สามารถปล่อยกู้ให้นักลงทุนเอาเงินมาซื้อ Crypto ETF ได้ เพราะถึงแม้จะซื้อขายผ่านตลาดหุ้น แต่สินทรัพย์ข้างในก็ยังเป็นคริปโทฯ ซึ่งมีความผันผวนสูงอยู่ดี
สิ่งที่ต้องจับตาต่อจากนี้ก็คือ ใครจะเป็นรายแรกที่เปิดตัว Crypto ETF ในไทย แล้วจะได้รับความสนใจจากนักลงทุนมากแค่ไหน
*Ledger เจอชิปสอดแนมใน Hardware Wallet! ขโมย Seed Phrase ผ่านเครือข่ายมือถือ
ช่วงนี้ Hardware Wallet เหมือนกำลังเจอมรสุม เพราะหลังจากมีข่าวเรื่องช่องโหว่ด้านความปลอดภัยออกมา ล่าสุด Ledger ก็เจออีกเคส คราวนี้ไม่ใช่ Hacker เจาะระบบจากระยะไกล แต่มีคนแอบฝังอุปกรณ์เข้าไปใน Hardware Wallet เพื่อขโมย Seed Phrase ของผู้ใช้! ทาง Ledger ยืนยันว่าพบอุปกรณ์สอดแนมถูกแอบฝังอยู่ใน Hardware Wallet ที่ขายผ่าน CryptoBilis ตัวแทนจำหน่ายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แล้วไม่ได้แค่ดักข้อมูล แต่ส่ง Seed Phrase ของผู้ใช้ผ่านเครือข่ายมือถือออกไปได้เลย!
ทีมความปลอดภัยของ Ledger ที่ชื่อว่า Donjon ตรวจพบว่า มีการแอบติดตั้งชิปเข้าไปในตัวเครื่อง เวลาผู้ใช้ตั้งค่ากระเป๋า แล้วหน้าจอแสดง Recovery Phrase 24 คำ ชิปตัวนี้จะอ่านข้อมูลจากหน้าจอ แล้วส่งออกไปผ่านเครือข่าย LTE โดยใช้ eSIM
พูดง่าย ๆ คือ เราซื้อ Hardware Wallet มาเพื่อเก็บ Private Key ให้ปลอดภัย แต่กลับมีอุปกรณ์แอบอ่านรหัสกู้คืนกระเป๋าตั้งแต่ตอนตั้งค่าเครื่อง และถ้า Hacker ได้ Recovery Phrase ครบ 24 คำ ก็สามารถกู้กระเป๋าบนอุปกรณ์อื่น แล้วเข้าถึงเงินของเราได้ โดยไม่ต้องมี Ledger เครื่องจริงเลย
ที่น่าสนใจคือ Secure Element หรือชิปความปลอดภัยของ Ledger ไม่ได้ถูกเจาะ ระบบปฏิบัติการก็ไม่ได้ถูกแก้ไข แต่ Hacker เลี่ยงระบบป้องกันทั้งหมด ด้วยการแอบอ่านข้อมูลจากหน้าจอแทน
นักวิเคราะห์ On-chain ประเมินว่าเหตุการณ์นี้อาจสร้างความเสียหายมากกว่า 86 ล้านดอลลาร์ แต่ทาง Ledger ย้ำว่า ยังไม่ยืนยันตัวเลขนี้ รวมถึงจำนวนผู้เสียหายที่แท้จริง
เรื่องไม่จบแค่เอเชีย เพราะล่าสุด MediaMarkt Saturn ร้านค้าปลีกอิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่ในยุโรป ระงับการขาย Ledger แล้ว หลังจากมีลูกค้าในเยอรมนีรายงานว่าพบอุปกรณ์ถูกดัดแปลง ขณะที่อดีต CEO ของ Mt. Gox อย่าง Mark Karpelès ก็อ้างว่าพบอุปกรณ์สอดแนมใน Ledger ที่ซื้อจากสนามบินสิงคโปร์ด้วย แต่กรณีนี้ยังไม่ได้รับการยืนยันว่าเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์เดียวกันหรือเปล่า
งานนี้ผลกระทบลามไปถึง Hardware Wallet เจ้าอื่นด้วย ทาง Trezor ถอด CryptoBilis ออกจากรายชื่อตัวแทนจำหน่าย แม้ยังไม่พบหลักฐานว่าอุปกรณ์ของตัวเองถูกเจาะ ส่วน OneKey ยกเลิกสิทธิ์ตัวแทนของ CryptoBilis และเสนอเปลี่ยนอุปกรณ์ฟรีให้ลูกค้าที่ซื้อผ่านร้านดังกล่าวตามช่วงเวลาที่กำหนด
ใครที่ซื้อ Ledger ผ่าน CryptoBilis แล้วยังไม่ได้ตั้งค่า อย่าเพิ่งเปิดใช้งาน ส่วนคนที่ใช้ไปแล้ว Ledger แนะนำให้ย้ายสินทรัพย์ไปยังกระเป๋าใหม่ที่สร้าง Recovery Phrase ชุดใหม่บนอุปกรณ์ที่เชื่อถือได้ และถ้าสงสัยว่าเครื่องถูกดัดแปลง อย่าเพิ่งแกะเอง โดยเฉพาะถ้าเงินหายไปแล้ว เพราะอุปกรณ์อาจเป็นหลักฐานในการสอบสวน
*BlackRock สินทรัพย์คริปโทพุ่ง 63% แต่ยังไม่ฟื้นเท่าปีก่อน!
มาต่อกันที่ข่าวของ BlackRock ล่าสุด BlackRock เปิดเผยผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2026 พบว่า สินทรัพย์ดิจิทัลภายใต้การบริหาร หรือ AUM เพิ่มขึ้นถึง 63% ภายในเวลาแค่ 3 เดือน! จากเดิมที่มีอยู่ประมาณ 48,800 ล้านดอลลาร์ ณ สิ้นเดือนมิถุนายน เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 79,600 ล้านดอลลาร์ ณ สิ้นเดือนกันยายน
แต่ที่น่าสนใจก็คือ ตัวเลขที่เพิ่มขึ้นกว่า 30,000 ล้านดอลลาร์นี้ ไม่ได้มาจากเงินใหม่ของนักลงทุนทั้งหมด เพราะถ้าแยกดูจริง ๆ จะพบว่า มีเงินใหม่ไหลเข้ามาประมาณ 7,900 ล้านดอลลาร์ ส่วนอีก 22,900 ล้านดอลลาร์ มาจากราคาคริปโทฯ ที่ปรับตัวสูงขึ้น
พูดง่าย ๆ ก็คือ เกือบ 75% ของมูลค่าสินทรัพย์ที่เพิ่มขึ้น มาจากราคาตลาดที่ฟื้นตัวนั่นเอง!!
ทีนี้ ถ้าย้อนกลับไปดูช่วงครึ่งปีแรกของปี 2026 กองทุนคริปโทฯ ของ BlackRock มีเงินไหลออกประมาณ 2,200 ล้านดอลลาร์ แต่พอเข้าสู่ไตรมาส 3 นักลงทุนกลับมาใส่เงินใหม่ถึง 7,900 ล้านดอลลาร์ เรียกว่า พลิกจากเงินไหลออก มาเป็นเงินไหลเข้าได้ค่อนข้างแรงเลยทีเดียว
อย่างไรก็ตาม ถึงแม้สินทรัพย์ภายใต้การบริหารจะเพิ่มขึ้นถึง 63% แต่ถ้าเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว BlackRock เคยมี AUM ในสินทรัพย์ดิจิทัลสูงเกือบ 104,000 ล้านดอลลาร์ นั่นหมายความว่าตอนนี้ยังต่ำกว่าปีก่อนอยู่ประมาณ 23%
ถ้าเรามองเรื่องนี้ในเชิงลึก จะเห็นว่า นักลงทุนเริ่มกลับมาให้ความสนใจผลิตภัณฑ์ลงทุนคริปโทฯ ของ BlackRock อีกครั้ง แต่ต่อให้มีเงินใหม่ไหลเข้ากองทุนมากแค่ไหน มูลค่าสินทรัพย์ก็ยังขึ้นอยู่กับทิศทางราคาคริปโทฯ เป็นสำคัญ เพราะฉะนั้น สิ่งที่ต้องจับตาต่อจากนี้ก็คือ เงินลงทุนจะยังไหลเข้าต่อเนื่องในไตรมาสสุดท้ายของปีหรือไม่ และราคาคริปโทจะฟื้นตัวได้มากพอที่จะพา AUM ของ BlackRock กลับไปแตะระดับเดิมได้หรือเปล่า
โดย ดวงกมล คล่องบุญจิต



