บิตคอยน์ร่วง 3.2% หลังเงินเฟ้อสหรัฐฯ สูงกว่าคาด ตลาดหวั่นเฟดขึ้นดอกเบี้ย

ราคาบิตคอยน์ปรับตัวลงในวันนี้ (15 ต.ค.) ต่อเนื่องจากการร่วงลงเมื่อคืนที่ผ่านมา หลังสหรัฐฯ เปิดเผยตัวเลขเงินเฟ้อผู้บริโภคเดือนก.ย. สูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ทำให้นักลงทุนเพิ่มการคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) อาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกครั้งก่อนสิ้นปีนี้ ขณะที่คริปโทเคอร์เรนซีอื่น ๆ ก็ปรับตัวลงตามไปด้วย

ณ เวลา 12.49 น. ตามเวลาไทย บิตคอยน์ [BTC.X] ซึ่งเป็นคริปโทเคอร์เรนซีที่มีมูลค่าตลาดใหญ่ที่สุดในโลก ร่วงลง 3.2% มาอยู่ที่ 80,791.4 ดอลลาร์สหรัฐ ใกล้ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่วันที่ 20 ก.ย. ส่วนอีเธอร์  [ETH.X] ซึ่งมีมูลค่าตลาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก ร่วง 5.7% มาอยู่ที่ 2,360.53 ดอลลาร์สหรัฐ และ XRP ร่วงลง 4.7%

ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของสหรัฐฯ ที่สูงกว่าคาดยังสะท้อนว่าเงินเฟ้อพื้นฐานปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยต้นทุนพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นเริ่มส่งผลกระทบต่อราคาสินค้าและบริการในวงกว้าง ตัวเลขดังกล่าวทำให้ตลาดกังวลว่าเฟดอาจขึ้นดอกเบี้ยอย่างน้อยอีก 1 ครั้งก่อนสิ้นปีนี้ ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันสินทรัพย์เก็งกำไรอย่างคริปโทเคอร์เรนซี

ข้อมูลจาก CME FedWatch ระบุว่า ตลาดยังประเมินโอกาส 70% ที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยอีก 0.25% ในเดือนธ.ค. หลังจากปรับขึ้นในอัตราเดียวกันเมื่อเดือนก.ย. ขณะที่ตลาดยังคาดว่าเฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 27-28 ต.ค. นี้

ความกังวลเรื่องดอกเบี้ยยังส่งผลให้เกิดแรงเทขายอย่างหนักในหุ้นเทคโนโลยีและหุ้นปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทั่วโลก เนื่องจากนักลงทุนปรับลดการประเมินกำไรในอนาคตของธุรกิจกลุ่มนี้เมื่อเผชิญแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น แรงขายดังกล่าวทำให้นักลงทุนลดความเสี่ยงในตลาดการเงินโดยรวม และลุกลามมายังตลาดคริปโทเคอร์เรนซี

กระแสเงินทุนที่ไหลเข้าสู่กองทุนซื้อขายแลกเปลี่ยนบิตคอยน์ประเภท Spot ETF พลิกเป็นไหลออกสุทธิเมื่อวานนี้ (14 ต.ค.) หลังการเปิดเผยตัวเลข CPI โดยข้อมูลจาก SoSoValue ระบุว่า มีเงินทุนไหลออก 261.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ขณะเดียวกัน CoinGlass รายงานว่า ในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา สถานะลงทุนในตลาดคริปโทเคอร์เรนซีถูกบังคับปิดคิดเป็นมูลค่ารวม 966.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยส่วนใหญ่เป็นสถานะซื้อ (Long Position) ซึ่งเป็นการลงทุนที่ผู้ถือสถานะคาดหวังว่าราคาจะปรับตัวขึ้น แต่เมื่อราคาลดลงมากจนเข้าเงื่อนไขที่กำหนด แพลตฟอร์มอาจบังคับปิดสถานะโดยอัตโนมัติ

โดยทั่วไป อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นมักกดดันมูลค่าคริปโทเคอร์เรนซี เนื่องจากนักลงทุนอาจหันไปลงทุนในตราสารหนี้ที่มีความเสี่ยงต่ำกว่าและให้ผลตอบแทนสูงกว่า แทนการลงทุนในสินทรัพย์เก็งกำไร ส่งผลให้ราคาคริปโทเคอร์เรนซียังคงเผชิญแรงกดดัน

โดย กัลยาณี ชีวะพานิช/ปนัยดา ปัทมโกวิท

ข่าวล่าสุด