
เงินบาท [USDTHB.X] ปิดตลาดเย็นนี้ อยู่ที่ระดับ 33.50 บาท/ดอลลาร์ แข็งค่าจากช่วงเช้าที่เปิดตลาดที่ระดับ 33.56/57 บาท/ดอลลาร์
นักบริหารเงินจากธนาคารกรุงศรีอยุธยา ระบุว่า ระหว่างวัน เงินบาทเคลื่อนไหวในกรอบ 33.49-33.62 บาท/ดอลลาร์ เงินบาทแข็งค่าเนื่องจากระหว่างวันราคาทองในตลาดโลกปรับตัวขึ้น ขณะที่สกุลเงินส่วนใหญ่ในภูมิภาคมีทั้งเคลื่อนไหวในทิศทางแข็งค่าและอ่อนค่า
สำหรับคืนนี้ตลาดรอติดตามตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ทั้งจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์, ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เดือนก.ย. และยอดค้าปลีกเดือนก.ย.
ทั้งนี้ ถึงแม้ว่าในวันพรุ่งนี้ (16 ต.ค.) จะเป็นวันหยุดของไทย แต่ตลาดยังรอติดตามการกล่าวสุนทรพจน์ของนายเควิน วอร์ช ประธานเฟด ในเวทีการประชุมกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก
นักบริหารเงิน คาดว่า วันจันทร์เงินบาทจะเคลื่อนไหวในกรอบ 33.45-33.65 บาท/ดอลลาร์
*ปัจจัยสำคัญ
– เงินเยน อยู่ที่ระดับ 157.69 เยน/ดอลลาร์ จากช่วงเช้าที่ระดับ 157.60/61 เยน/ดอลลาร์
– เงินยูโร อยู่ที่ระดับ 1.1220 ดอลลาร์/ยูโร จากช่วงเช้าที่ระดับ 1.1211/1212 ดอลลาร์/ยูโร
– ดัชนี SET ปิดวันนี้ที่ระดับ 1,573.01 จุด ลดลง 2.87 จุด (-0.18%) โดยมีมูลค่าการซื้อขาย 58,483.65 ล้านบาท
– สรุปปริมาณการซื้อขายรายกลุ่ม ต่างชาติขายสุทธิ 2,113.05 ล้านบาท
– GCAP GOLD ประเมินราคาทองคำมีโอกาสฟื้นตัวต่อ หลังกลับมาเคลื่อนไหวใกล้ระดับ 4,200 ดอลลาร์ โดยต้องผ่านแนวต้านสำคัญ 4,225 ดอลลาร์ เพื่อเปิดทางสู่ 4,300 ดอลลาร์ พร้อมจับตาสองปัจจัยสำคัญ ตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ และการสนทนาของประธานเฟดบนเวที IMF ศุกร์นี้ ซึ่งอาจส่งผลต่อการคาดการณ์ดอกเบี้ยในช่วงที่เหลือของปี 69
– รายงาน External Sector Report 2026 ของ IMF ระบุว่า ประเทศไทยมีทุนสำรองระหว่างประเทศในปี 2568 ประมาณ 282,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจาก 237,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2567 โดยมีทุนสำรองคิดเป็นประมาณ 2.6 เท่าของหนี้ต่างประเทศระยะสั้น และสามารถรองรับการนำเข้าได้ประมาณ 10 เดือน ซึ่ง IMF ประเมินว่า ทุนสำรองของไทยอยู่สูงกว่าช่วงเกณฑ์ความเพียงพอ สะท้อนถึงความสามารถในการรองรับความผันผวนจากเศรษฐกิจโลก และเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ
– กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดการณ์ว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกจะชะลอตัวลงในปีนี้และปีหน้า พร้อมเตือนว่าราคาน้ำมันที่สูงขึ้นและการชะลอตัวของกระแสความนิยมปัญญาประดิษฐ์ (AI) อาจกลายเป็นบททดสอบความแข็งแกร่งของภูมิภาคนี้
– กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เตือนว่า สงครามในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ รวมถึงการหยุดชะงักของการผลิตพลังงาน เส้นทางเดินเรือ และโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ อาจสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจในตะวันออกกลางและเอเชียกลางรุนแรงยิ่งขึ้น
– ผู้อำนวยการฝ่ายเอเชียและแปซิฟิก IMF กล่าวว่า เศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย ยังสามารถเติบโตได้ในระดับแข็งแกร่ง แต่ขณะเดียวกันกำลังเผชิญแรงกดดันจากหลายทิศทาง ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ มาตรการภาษีการค้า ความผันผวนของราคาพลังงาน และต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น ทำให้ความสามารถในการรับมือของแต่ละประเทศแตกต่างกัน ขณะที่การลงทุน AI กลายเป็นแรงขับเคลื่อนใหม่ แต่ผลประโยชน์ยังกระจุกตัวไม่เท่ากัน ทั้งนี้ เห็นได้จากอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของเอเชีย ในปี 68 เติบโตได้ 5% ก่อนจะชะลอลงเหลือ 4.8% ในปี 69 ส่วนในปี 70 คาดว่าจะเติบโตได้ 4.4% แนวโน้มยังสะท้อนการขยายตัวที่มีนัยสำคัญ แต่แรงส่งในระยะข้างหน้ามีความเสี่ยงลดลง
– กรรมการจัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เรียกร้องให้ สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ปรับลดการขาดดุลงบประมาณ และเตือนว่าแผนการของเบสเซนต์ที่หวังพึ่งพาการเติบโตทางเศรษฐกิจเพื่อรับมือกับปัญหาหนี้สินของรัฐบาลสหรัฐฯ นั้นยังไม่เพียงพอ
– นักลงทุนจับตาการกล่าวสุนทรพจน์ของเควิน วอร์ช ประธานเฟด ในเวทีการประชุมกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก ในวันศุกร์นี้ (16 ต.ค.) โดยวอร์ชมีกำหนดขึ้นเวทีร่วมกับคริสตาลินา กอร์เกียวา กรรมการจัดการของ IMF ในรายการที่ใช้ชื่อว่า “Managing Director’s Fireside Chat with Federal Reserve Chairman Kevin Warsh” โดยใช้รูปแบบการสนทนาระหว่างกอร์เกียวาและวอร์ช ซึ่งทั้งสองจะพูดคุยกันบนเวทีเกี่ยวกับเศรษฐกิจสหรัฐฯ ภาวะเงินเฟ้อ อัตราดอกเบี้ย และทิศทางนโยบายของเฟด
โดย ปภัสสร องค์พิเชฐเมธา/รัชดา คงขุนเทียน



