
Kristalina Georgieva กรรมการผู้จัดการ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) กล่าวในหัวข้อ Forging Resilient and Dynamic Economies for the Future ภายใต้การประชุม IMF-World Bank 2026 ว่า การเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปีนี้ IMF ประเมินไว้ที่ 3.1% ซึ่งท่ามกลางความผันผวนของปัจจัยต่างๆ ทั่วโลก มองว่าการเติบโตของเศรษฐกิจโลกยังมีความยืดหยุ่น และมีภูมิคุ้มกันอยู่ด้วยเช่นกัน แต่คำว่าภูมิคุ้มกันมีความเปราะบางมาก เพราะรากฐานของเศรษฐกิจทั่วโลกยังไม่แข็งแรง ดังนั้น ทุกประเทศไม่ควรนิ่งนอนใจกับการเติบโตที่ยังเผชิญความเปราะบางเช่นนี้
ปัจจุบันจะเห็นว่ามีกลุ่มเศรษฐกิจในบางประเทศที่เติบโตอย่างโดดเด่นด้วยการใช้ AI และมีการลงทุนด้านนี้ค่อนข้างมาก เช่น จีน สหรัฐ และอินเดีย ขณะที่กลุ่มประเทศเป็น Supply Chain ให้กับ AI เช่น ไทย และเกาหลีใต้ หรือหลายๆ ประเทศ ก็ได้รับผลประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อมมากน้อยแตกต่างกันไป
ขณะเดียวกันก็ยังมีอีกหลายประเทศที่ไม่ได้รับผลกระทบจาก AI แต่ได้ประโยชน์จากสถานการณ์การ์ณสงคราม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน ซึ่งการดำเนินธุรกิจของประเทศเหล่านี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการนำ AI มาใช้งานมากนัก ดังนั้น จะเห็นว่าหลายๆ ส่วนของเศรษฐกิจทั่วโลกมีความหลากหลายกันมาก
สำหรับราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น และส่งผ่านไปที่ราคาสินค้าอื่น ๆ โดยเฉพาะอาหารปรับสูงขึ้นตาม ส่งผลกระทบต่อการบริโภคของประชากรทั่วโลก ขณะที่ดีมานด์ AI ที่เพิ่มมากขึ้นส่งผลให้ต้นทุนในการเข้าถึงบริการ AI เพิ่มขึ้นตามเช่นเดียวกับราคาอาหาร และส่งผลไปที่เงินเฟ้อที่ปรับตัวเพิ่มมากยิ่งขึ้นด้วย
นอกจากนี้ ทั่วโลกยังเผชิญปัญหาหนี้สาธารณะที่สูงมากขึ้น หากมีหนี้มากยิ่งขึ้นก็ยิ่งมีเสถียรภาพทางการเงินที่ลดลงตาม และหากอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้นก็ยิ่งเป็นความเสี่ยงต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศนั้นๆ ซึ่งแต่ละประเทศต้องมีการรักษาวินัยทางการเงินอย่างดี และอย่าพึ่งพิง AI มากเกินไป
“เศรษฐกิจมีขึ้นมีลง แต่สิ่งที่สำคัญแม้ว่า AI จะช่วยเราได้ แต่เราทุกคนก็อย่าพึ่งพิงมันมากเกินไป เพราะมันเหมือนเป็นแค่ฟองน้ำที่สร้างการเติบโตได้แต่อาจมีความสั่นคลอนหรือไม่มั่นคงอยู่ แม้ว่าเทคโนโลยีจะมีประโยชน์ แต่อย่าให้ความหวังกับมันมากเกินไป เราทุกคนต้องมีเป้าหมายที่มุ่งมั่น เพราะหากเราคาดหวังกับมันมาก เมื่อผิดหวังก็ทำให้เราถอดใจได้ เหมือนการลงทุนที่ผิดหวังก็ถอนการลงทุนไป” Kristalina กล่าว
แม้ว่าเศรษฐกิจโลกจะมีความยืดหยุ่น มีภูมิคุ้มกันต่อแรงกระแทกต่างๆ แต่ภูมิคุ้มกันนั้นเมื่อรับแรงกระแทกบ่อยครั้งก็จะอยู่ได้น้อยลงเรื่อยๆ ดังนั้นสิ่งที่ต้องทำเพิ่มมากขึ้นให้กับเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ คือ การสร้างกันชนเพิ่มขึ้น การลดหนี้ และการปรับปรุงโครงสร้างทางการคลังของแต่ละประเทศให้แข็งแกร่ง รวมทั้งการจัดระเบียบของประเทศตัวเองให้เรียบร้อย
นอกจากนี้ทั่วโลกกำลังเผชิญภาวะความไม่สมดุลทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล อย่างเช่นความไม่สมดุลที่เกิดจากประเทศที่มีเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดของโลก 2 ประเทศ คือ สหรัฐ และจีน ซึ่งจีนแทบจะมุ่งเน้นการส่งออกมาก แต่สหรัฐก็เป็นในทางตรงกันข้าม คือ แทบจะไม่เก็บเงินเลย เน้นการบริโภค แล้วก็มีอัตราการขาดดุลและหนี้สินจำนวนมาก และหลายๆประเทศในยุโรปก็ยังมีปัญหาความไม่สมดุลทางเศรษฐกิจที่อาจจะแตกต่างกันออกไปไป
โดยปัจจัยดังความไม่สมดุลทางเศรษฐกิจดังกล่าวยังมีความกังวลถึงการดึงดูดเงินทุนที่อาจกลายเป็นปัญหาให้กับเศรษฐกิจโลกได้ หากมีประเทศใดประเทศหนึ่งดึงดูดเงินทุนจำนวนมหาศาล ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ไม่ดี เพราะประเทศนั้นจะนำเงินทุนที่ดึงดูดเข้าไปไปสร้าง Productivity ให้เกิดแค่ประเทศเดียว และส่งผลให้ไม่มีเงินทุนเหลือเพียงพอสำหรับประเทศที่เหลือในโลก และปัจจัยนี้เป็นสาเหตุที่ทุกคนจะต้องมาทำงานเพื่อมาแก้ไขสถานการณ์นี้ เพื่อกลับมาสร้างความสมดุลให้กับเศรษฐกิจโลกไปด้วยกัน
“ถ้าเกิดมีภาวะขาดสมดุลอย่างมหาศาลเป็นเวลานานเช่นนี้ ไม่ช้าก็เร็วแล้ว มันจะกระทบต่อเศรษฐกิจโลกทั้งหมดอย่างแน่นอน และการจัดงาน IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026 ที่ประเทศไทยครั้งนี้ก็อยากเชิญชวนทุกคนออกไปจับจ่ายใช้สอยในประเทศไทย เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทยที่เป็นหนึ่งในเศรษฐกิจโลกด้วยเช่นกัน” Kristalina กล่าว
โดย จีรายุทธ จันทรงสกุล




