
นายวิเชียร แก้วสมบัติ ผู้อำนวยการสถาบันยุทธศาสตร์การค้า มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ประเมินว่า ภาพรวมการส่งออกของไทยในปี 2569 จะขยายตัวได้ถึง 17.8% คิดเป็นมูลค่าประมาณ 4 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมี 2 เครื่องยนต์หลักที่ช่วยสนับสนุนการเติบโต คือ การส่งออกไปยังตลาดสหรัฐฯ ยังสามารถขยายตัวได้ในระดับสูงที่ 42.6% ในขณะที่การส่งออกสินค้าในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ มีการเติบโตในระดับสูงเช่นกัน ตามกระแส AI และ Data Center
ส่วนแนวโน้มการนำเข้าในปี 69 คาดว่าจะขยายตัวได้ 28.7% ที่มูลค่า 4.42 แสนล้านดอลลาร์ ส่งผลให้ทั้งปีนี้ คาดว่าไทยจะมียอดขาดดุลการค้าทะลุ 4 หมื่นล้านดอลลาร์ มาอยู่ที่ 41,700 ล้านดอลลาร์
แต่ทั้งนี้ ยอดการขาดดุลการค้าในระดับที่สูงดังกล่าว ไม่ใช่สิ่งที่น่ากังวล เนื่องจากเป็นการเร่งนำเข้าเพื่อป้องกันความผันผวนของราคาสินค้า และป้องกันการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน โดยการนำเข้าที่เพิ่มสูงขึ้นนี้ เป็นการนำเข้าเพื่อมาผลิตและส่งออก จึงเชื่อว่าจะเป็นปัจจัยบวกต่อการส่งออกไทยในระยะถัดไป
นายวิเชียร กล่าวว่า ในปี 2569 สถาบันยุทธศาสตร์การค้า ยังเชื่อว่าตลาดสหรัฐฯ จะยังเป็นตลาดส่งออกหลักที่ใหญ่สุดของไทย ด้วยส่วนแบ่งตลาดที่ 24.7% นำหน้าตลาดอาเซียน (5) เกือบเท่าตัว โดยคาดว่าการส่งออกไปตลาดสหรัฐในปีนี้จะเติบโตถึง 36.3% ที่มูลค่ารวม 98,864 ล้านดอลลาร์ ขณะที่มูลค่าการส่งออกของไทยไปตลาดอาเซียน (5) คาดว่าจะเติบโตได้ 23.1% ที่มูลค่า 52,794 ล้านดอลลาร์ ตามด้วย ตลาดสหภาพยุโรป (27) คาดว่าจะเติบโตได้ 19.8% ที่มูลค่า 31,741 ล้านดอลลาร์ และตลาดจีน คาดว่าจะเติบโตได้ 10.8% ที่มูลค่า 44,138 ล้านดอลลาร์
หากพิจารณาในแง่ของรายสินค้า ประเมินว่าในปี 2569 สินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ จะมีการเติบโตถึง 52.8% ที่มูลค่าราว 90,820 ล้านดอลลาร์ รองลงมา คือ เครื่องจักรและอุปกรณ์ เติบโต 21% ที่มูลค่าราว 35,966 ล้านดอลลาร์, เครื่องใช้ไฟฟ้า เติบโต 18.2% ที่มูลค่าราว 33,999 ล้านดอลลาร์ ในขณะที่สินค้ากลุ่มเกษตร และกลุ่มยานยนต์แทบจะไม่เติบโต โดยกลุ่มเกษตร คาดว่าโตเพียง 1% ที่มูลค่า 24,995 ล้านดอลลาร์ ส่วนกลุ่มยานยนต์ คาดโต 1.1% ที่มูลค่า 45,354 ล้านดอลลาร์

นายวิเชียร กล่าวว่า การส่งออกของไทยในช่วงที่เหลือของปีนี้ ยังมีความเสี่ยงสำคัญใน 3 ด้าน กล่าวคือ
- ภาษีสหรัฐ และมาตรา 301 : หากอัตราภาษีสูงขึ้น จะลดอุปสงค์และยุติแรงจูงใจที่จะเร่งส่งออกล่วงหน้า ส่งผลกระทบต่อตลาดส่งออก ราว 64,700 ล้านดอลลาร์
- วัฎจักรอิเล็กทรอนิกส์กลับทิศ : หากคำสั่งซื้อลดลงเมื่อสต็อกเต็ม จะมีผลกระทบราว 59,500 ล้านดอลลาร์
- ช่องแคบฮอร์มุซรุนแรงขึ้น : ต้นทุนพลังงาน และค่าขนส่งสินค้าจะยิ่งสูงขึ้น กระทบต่อการส่งออกสินค้าในตลาดตะวันออกกลาง และกลุ่มสินค้ายานยนต์
อย่างไรก็ดี การส่งออกของไทยในช่วงที่เหลือปีนี้ ยังมีโอกาสจะขยายตัวได้จากปัจจัยสำคัญ 4 ด้าน ดังนี้
- การเทียบกับฐานที่ต่ำของปี 2568 ในช่วงเดือนต.ค.-ธ.ค.
- ความชัดเจนในการเจรจาความตกลงการค้าต่างตอบแทน (ART) ระหว่างไทย-สหรัฐฯ ซึ่งจะช่วยลดความไม่แน่นอนในส่วนของภาษีสหรัฐฯ
- อุปสงค์สินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ และ AI ยังเติบโตต่อเนื่อง และเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของการส่งออกในช่วงที่เหลือ
- ผลถ่วงจากการส่งออกไปกัมพูชาลดลง โดยตลาด CLMV เริ่มกลับมาเติบโตตั้งแต่เดือน ก.ค.ที่ผ่านมา
ขณะเดียวกัน กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ยังจัดให้ประเทศไทย อยู่ใน TOP 4 กลุ่มผู้ส่งออกฮาร์ดแวร์ AI รายใหญ่ ร่วมกับไต้หวัน, เกาหลีใต้ และมาเลเซีย ที่ได้ประโยชน์มากที่สุดจากวัฎจักรเทคโนโลยี ซึ่งประเทศในกลุ่มนี้ ได้รับการปรับเพิ่มการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ในปี 2569-2570 มากที่สุดเมื่อเทียบกับประเทศกลุ่มอื่น
โดยจะเห็นได้ว่า ในช่วงการประชุม IMF-World Bank Annual Meeting 2026 ล่าสุดที่จัดขึ้นที่ประเทศไทยนั้น IMF ได้ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยในปี 2569 ขึ้นเป็น 2.1% จากแรงขับเคลื่อนของภาคส่งออกและการลงทุนด้านเทคโนโลยี พร้อมคาดว่าในปี 2570 เศรษฐกิจไทยจะยังเติบโตได้ 2.1% เช่นกัน

สำหรับการส่งออกไทย ในปี 2570 มีโอกาสชะลอตัวลงมาเหลือ 7.4% ที่มูลค่า 4.3 แสนล้านดอลลาร์ อันเนื่องจากผลของฐานที่สูงในปีนี้ ส่วนการนำเข้า คาดว่าจะขยายตัว 8.2% ที่มูลค่า 4.78 แสนล้านดอลลาร์ ส่งผลให้ทั้งปี 70 มีแนวโน้มจะขาดดุลการค้าต่อเนื่องที่ 48,000 ล้านดอลลาร์
โดยการส่งออกไปตลาดสหรัฐฯ ในปี 70 คาดว่าจะเติบโตได้ 7.3% ที่มูลค่า 1.06 แสนล้านดอลลาร์ และเป็นตลาดส่งออกของไทยอันดับ 1 ด้วยส่วนแบ่งตลาดที่ 24.7% รองลงมา คือ ตลาดสหภาพยุโรป (27) คาดเติบโต 9% ที่มูลค่า 34,596 ล้านดอลลาร์, ตลาดอาเซียน (5) คาดเติบโต 7.7% ที่มูลค่า 56,865 ล้านดอลลาร์, ตลาดจีน คาดเติบโต 7% ที่มูลค่า 47,234 ล้านดอลลาร์ และตลาด CLMV (กัมพูชา-ลาว-เมียนมา-เวียดนาม) คาดเติบโต 6.5% ที่มูลค่า 32,041 ล้านดอลลาร์
ขณะที่เมื่อพิจารณาเป็นรายกลุ่มสินค้า คาดว่าในปี 70 การส่งออกสินค้าในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ จะเติบโตได้ 14.2% คิดเป็นมูลค่าถึง 1.03 แสนล้านดอลลาร์ เนื่องจากผลของอุปสงค์ของกระแสการลงทุน AI และ Data Center ที่ช่วยหนุนอย่างต่อเนื่อง รองลงมา เป็นสินค้าในกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้า คาดโต 8.6% ที่มูลค่า 36,929 ล้านดอลลาร์, เครื่องจักรและอุปกรณ์ คาดโต 7.8% ที่มูลค่า 38,784 ล้านดอลลาร์, สินค้าอุตสาหกรรมเกษตร คาดโต 4.1% ที่มูลค่า 44,078 ล้านดอลลาร์, สินค้าเกษตร คาดโต 2.5% ที่มูลค่า 25,615 ล้านดอลลาร์ และยานยนต์ คาดโต 2.4% ที่มูลค่า 46,430 ล้านดอลลาร์

ทั้งนี้ สถาบันยุทธศาสตร์การค้า มีข้อเสนอแนะว่า ประเทศไทยควรใช้ช่วงที่การส่งออกยังเติบโตได้สูงนี้ เร่งกระจายฐานการเติบโตออกจากสหรัฐฯ และสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ เนื่องจากมีความเปราะบางต่อปัจจัยเรื่องภาษีสหรัฐฯ และวัฎจักรสินค้าอิเล็กทรอนิกส์โลก ดังนี้
1. ปิดความไม่แน่นอนกับสหรัฐ โดยการเร่งสรุปการเจรจาความตกลงการค้าต่างตอบแทน (Agreement on Reciprocal Trade : ART) และเตรียมรับผลจากมาตรา 301 ในกฎหมายการค้าของสหรัฐฯ เพราะสหรัฐฯ มีส่วนแบ่งเกือบ 25% ของการส่งออกโดยรวมของไทย
2. เร่งกระจายตลาดและสินค้า เนื่องจากตลาดส่งออกหลักใน 5 ตลาดแรก มีส่วนแบ่งรวมกันถึง 51.4% ของภาพรวม ขณะเดียวกัน ต้องเร่งปิดการเจรจา FTA ไทย-อียู เพื่อขยายตลาดให้โตได้อย่างสม่ำเสมอในปี 2570
3. เพิ่มชิ้นส่วนการผลิตในประเทศ โดยดึงการลงทุนผลิตชิ้นส่วน เพื่อช่วยลดปัญหาขาดดุลการค้า จากการที่ไทยต้องนำเข้าชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า
4. แก้ปัญหาเกษตรให้ตรงจุด โดยมองว่าปัญหาของสินค้าเกษตรไม่ใช่เรื่องราคาตกต่ำทั้งหมด โดยในส่วนของสินค้าข้าว และมันสำปะหลัง เป็นปัญหาด้านปริมาณ ขณะที่สินค้าน้ำตาล เป็นปัญหาด้านราคา
โดย กษมาพร กิตติสัมพันธ์/รัชดา คงขุนเทียน





