
นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่า แม้ว่าในช่วงที่ผ่านมาจะมีเม็ดเงินต่างชาติ (Fund Flow) ไหลออกไปจากตลาดหุ้นไทยไปบ้าง แต่หากเปรียบเทียบกับตลาดหุ้นอื่นในภูมิภาค ถือว่า Fund Flow ที่ไหลออกไปจากตลาดหุ้นบ้านเรายังน้อยกว่าภูมิภาค และทิศทาง Fund Flow ตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันยังเป็นบวกอยู่ สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ
ผู้จัดการ ตลท.มองว่า Fund Flow ที่ไหลออกไปส่วนใหญ่เป็นการนำเงินไปพักไว้ไนสินทรัพย์ปลอดภัยที่ให้ผลตอบแทนที่สูง และมีความเสี่ยงที่ต่ำกว่าตลาดหุ้น เพราะปัจจัยภายนอกยังมีความผันผวนและมีความไม่แน่นอน อีกทั้งทิศทางดอกเบี้ยยังมีแนวโน้มปรับขึ้น ซึ่งจะเห็นว่า Fund Flow ส่วนใหญ่ไหลเข้าไปที่ตลาดตราสารหนี้ ซึ่งได้ปัจจัยบวกจากแนวโน้มดอกเบี้ยปรับเพิ่มขึ้น
นายอัสสเดช กล่าวว่า ท่ามกลางปัจจัยภายนอกที่ไม่สามารถควบคุมได้ เช่น สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง แต่หากมองภาพรวมในช่วง 10 เดือนที่ผ่านมา ตลาดหุ้นไทยถือเป็นหนึ่งในตลาดหุ้นที่ทำผลงานได้ดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้นราว 25% และปริมาณการซื้อขายเพิ่มสูงขึ้นถึง 60% เมื่อเทียบกับช่วง 7 ปีที่แล้ว ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสนใจของนักลงทุนที่มีต่อประเทศไทยอย่างชัดเจน
แม้ภาพรวมตลาดจะเติบโต แต่ตลาดทุนไทยในปัจจุบันกำลังเผชิญกับสภาวะ K-Shape ซึ่งเป็นภาพสะท้อนของภาวะเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน โดยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มชัดเจน คือ กลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ที่ทำผลงานได้ดีและเป็นตัวผลักดันดัชนีตลาดให้ปรับตัวสูงขึ้น ในขณะที่บริษัทขนาดเล็กอยู่ในฝั่งขาลงของ K-Shape ซึ่งได้รับความสนใจและการซื้อขายจากนักลงทุนน้อยลง
“ในตลาดทุนเราก็มี K-Shape เหมือนกัน มันจะมีบางอุตสาหกรรมธุรกิจใหญ่ๆ ที่ perform ดี และเป็นตัวดันตลาดขึ้นไป แต่ก็มีบริษัทเล็กๆ ที่ถือว่าเป็น K ด้านล่าง ความสนใจนักลงทุนน้อยลง การซื้อขายน้อยลง ก็เป็นสะท้อนเศรษฐกิจไทยในวันนี้” นายอัสสเดช กล่าว
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนโครงการต่างๆ ในประเทศไทย โดยเฉพาะด้านดาต้าเซ็นเตอร์ อุตสาหกรรมใหม่ๆ และ Supply Chain ในภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ หากมีความชัดเจนขึ้นและเห็นผลช่วยผลักดันเศรษฐกิจไทย ก็จะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่เข้ามาช่วยขับเคลื่อนศักยภาพของประเทศ และทำให้ตลาดหุ้นไทยได้อานิงส์เชิงบวกไปด้วย เชื่อว่าจะสามารถดึงดูด Fund Flow เข้ามาเพิ่มเติมในระยะต่อไป
นอกจากนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังเดินหน้าหาธุรกิจที่เป็น New Economy เข้ามาจดทะเบียน ผ่านโครงการ BOI to IPO โดยปัจจุบันทีมงานเริ่มเดินทางไปสำรวจและพูดคุยกับธุรกิจต่างๆ แล้ว โดยเฉพาะ New Economy ที่มีรายได้และกำไรที่ชัดเจน แทนที่จะเข้ามาเพียงซื้อที่ดินเพื่อลงทุนตั้งโรงงงานเท่านั้น เพราะการที่เข้ามาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์จะทำให้เกิดโอกาสสร้างการเติบโต ความน่าเชื่อถือ และมีมูลค่าธุรกิจชัดเจนขึ้น ซึ่งกระบวนการดังกล่าวอาจต้องใช้เวลาหลักปีกว่าจะเริ่มเห็นผล
นายอัสสเดช กล่าวว่า การยกระดับตลาดทุนในอนาคตตลาดหลักทรัพย์ฯจะมุ่งเน้นการแสวงหาโอกาสและธุรกิจใหม่ๆ รวมถึงการพัฒนาสินค้าใหม่ๆที่สอดคล้องกับนโยบายของภาครัฐ โดยยุทธศาสตร์สำคัญที่กำลังผลักดันอย่างเข้มข้นในขณะนี้ คือ โครงการ BOI to IPO เพื่อเชิญชวนผู้ลงทุนต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทยผ่านการส่งเสริมของ BOI ให้พิจารณาใช้ตลาดทุนไทยเป็นแหล่งระดมทุนในการขับเคลื่อนธุรกิจ
“วันนี้ที่เรากำลังดำเนินการ BOI to IPO เราเห็นศักยภาพของผู้ที่มาลงประเทศไทย ก็อยากจะชวนมาลองใช้หรือคิดพิจารณาใช้ตลาดทุนของเราเป็นแหล่งระดมทุนในการขับเคลื่อนธุรกิจของเขา แล้วก็สร้างโอกาสใหม่ๆ ให้กับนักลงทุนไทยไปด้วย เป็น New S-Curve ให้กับตลาดทุน” นานอัสสเดช กล่าว
อย่างไรก็ตาม แม้ตลาดหลักทรัพย์ฯ จะเตรียมความพร้อมด้านกรอบเกณฑ์และโครงสร้างไว้เป็นอย่างดี แต่นอกเหนือจากสิทธิประโยชน์ด้านภาษีแล้ว การตัดสินใจเข้ามาจดทะเบียนยังขึ้นอยู่กับนโยบายระดับโลก (Global Policy) ของแต่ละภาคธุรกิจและปัจจัยแวดล้อมอื่นๆอีก
ด้านความคืบหน้าของโครงการ TISA ตลท.อยู่ระหว่างการทำงานร่วมกับกระทรวงการคลัง เพื่อการออกแบบ และศึกษามาตรการสนับสนุนที่มีความเหมาะสม เพื่อให้เกิดประโยชน์กับนักลงทุนมากที่สุด และคาดหวังว่าโครงการ TISA จะเริ่มได้ในปี 70
โดย จีรายุทธ จันทรงสกุล





