ภาวะตลาดเงินนิวยอร์ก: ยูโรอ่อนค่า จากความกังวลหนี้สาธารณะของฝรั่งเศส

ยูโรอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กในวันพฤหัสบดี (22 ต.ค.) เนื่องจากความวุ่นวายทางการเมืองในฝรั่งเศสและความไม่แน่นอนเกี่ยวกับแนวโน้มทางการคลังของประเทศยังคงเป็นปัจจัยกดดันค่าเงิน ขณะที่เงินดอลลาร์สหรัฐไม่สามารถรักษาระดับการฟื้นตัวไว้ได้ โดยเผชิญกับแรงขายเล็กน้อยในช่วงท้ายของการซื้อขาย เนื่องจากนักลงทุนยังคงประเมินสถานการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เปราะบางและความไม่แน่นอนในแวดวงปัญญาประดิษฐ์ (AI)

ดัชนีดอลลาร์ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของสกุลเงินดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน ปรับตัวลง 0.17% แตะที่ระดับ 101.608

ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินเยน ที่ระดับ 156.78 เยน จากระดับ 158.29 เยนในวันพุธ (20 ต.ค.), อ่อนค่าเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ที่ระดับ 0.8205 ฟรังก์ จากระดับ 0.8254 ฟรังก์ และอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์แคนาดา ที่ระดับ 1.4008 ดอลลาร์แคนาดา จากระดับ 1.4052 ดอลลาร์แคนาดา

ยูโรอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.1220 ดอลลาร์ จากระดับ 1.1223 ดอลลาร์ ส่วนเงินปอนด์แข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.3400 ดอลลาร์ จากระดับ 1.3384 ดอลลาร์

ความกังวลเกี่ยวกับความสามารถของฝรั่งเศสในการจัดการภาระหนี้สาธารณะจำนวนมหาศาลได้ส่งผลกระทบต่อพันธบัตรรัฐบาลฝรั่งเศส และทำให้เกิดความวิตกกังวลเกี่ยวกับประเทศอื่น ๆ ในยูโรโซนที่มีภาระหนี้สูงเช่นกัน ซึ่งกลายเป็นปัจจัยกดดันค่าเงินยูโร

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลฝรั่งเศสอายุ 10 ปี เคลื่อนไหวอยู่ใกล้ระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2545 หลังเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบทั่วฝรั่งเศสในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความยากลำบากทางการเมืองในการควบคุมการขาดดุลงบประมาณของประเทศ

นักวิเคราะห์คาดว่า การเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศสในปีหน้าอาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่าผลการเลือกตั้งจะนำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลที่สามารถดำเนินนโยบายลดการขาดดุลได้อย่างน่าเชื่อถือหรือไม่ โดยตราบใดที่ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ส่วนต่างอัตราผลตอบแทนของฝรั่งเศสก็ยังมีความเสี่ยงที่จะขยายกว้างขึ้นอีก ซึ่งจะยังคงกดดันค่าเงินยูโรต่อไป

นอกจากนี้ สถานการณ์ของเงินยูโรยังถูกซ้ำเติมด้วยข้อมูลเบื้องต้นที่แสดงให้เห็นว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในยูโรโซนปรับตัวลงสู่ระดับ -17.9 ในเดือนตุลาคม ซึ่งต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ที่ -16.5 และต่ำกว่าระดับ -17 ในเดือนก่อนหน้า

ในด้านนโยบายการเงิน นักลงทุนส่วนใหญ่คาดการณ์ว่าทั้งธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) และธนาคารกลางยุโรป (ECB) จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้เท่าเดิมในการประชุมเดือนตุลาคม อย่างไรก็ตาม ความคาดหวังเกี่ยวกับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติมภายในสิ้นปียังคงมีอยู่ เนื่องจากความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อที่เกิดจากพลังงานท่ามกลางความตึงเครียดในตะวันออกกลาง อาจทำให้เงินเฟ้อสูงกว่าเป้าหมาย 2% ของธนาคารกลางทั้งสองแห่ง

ขณะเดียวกัน ตลาดคาดว่าธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 1.25% ในการประชุมสัปดาห์หน้า ขณะที่ข้อมูลจากตลาดสะท้อนว่า นักลงทุนคาดการณ์ว่าธนาคารกลางญี่ปุ่นจะทยอยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่อง จนทำให้อัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นสู่ระดับประมาณ 2% ภายในสิ้นปี 2570

ทั้งนี้ สัปดาห์หน้าได้ชื่อว่าเป็น Central Bank Super Week เนื่องจากจะมีธนาคารกลางถึง 5 แห่งในกลุ่มประเทศ G10 ที่จัดการประชุมนโยบายการเงิน ได้แก่ ธนาคารกลางสหรัฐ (FED), ธนาคารกลางยุโรป (ECB), ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ), ธนาคารกลางแคนาดา (BOC) และธนาคารกลางนิวซีแลนด์ (RBNZ)

โดยหากเรียงตามกำหนดเวลา ในวันพุธที่ 28 ต.ค. จะมีการประชุมของธนาคารกลาง 3 แห่ง เริ่มจาก RBNZ ต่อด้วย BOC และ FED ส่วน ECB จะจัดการประชุมในวันพฤหัสบดีที่ 29 ต.ค. และสุดท้าย BOJ จัดการประชุมในวันศุกร์ที่ 30 ต.ค.
นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า ในบรรดาธนาคารกลางทั้ง 5 แห่ง มีเพียง RBNZ เท่านั้นที่จะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ส่วนธนาคารกลางอีก 4 แห่งจะคงอัตราดอกเบี้ย

จากการสำรวจนักวิเคราะห์พบว่า RBNZ จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับ 3.00%, BOC จะคงอัตราดอกเบี้ยที่ 2.25%, FED จะคงอัตราดอกเบี้ยที่ 3.75-4.00%, ECB จะคงอัตราดอกเบี้ยที่ 2.50% และ BOJ จะคงอัตราดอกเบี้ยที่ 1.25%

สำหรับ FED นั้น มีรายงานว่า FED ไม่ต้องการปรับอัตราดอกเบี้ยในการประชุมนโยบายการเงินในวันพุธที่ 28 ต.ค. ก่อนที่สหรัฐจะจัดการเลือกตั้งกลางเทอมในวันอังคารที่ 3 พ.ย.เพียงไม่กี่วัน เนื่องจากเฟดไม่ต้องการถูกมองว่าทำการปรับขึ้นหรือปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อเอื้อประโยชน์หรือกระทบต่อคะแนนเสียงของพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง

นอกจากนี้ นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า FED, ECB และ BOJ จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในเดือนธ.ค.

โดย ปนัยดา ปัทมโกวิท