ภาวะตลาดน้ำมัน: น้ำมัน WTI ปิดพุ่ง 3.80 ดอลลาร์ หลังกลุ่มฮูตีโจมตีซาอุฯ-เกิดเหตุน้ำมันรั่วไหล

สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดพุ่งขึ้นมากกว่า 3 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในวันศุกร์ (23 ต.ค.) โดยแตะระดับสูงสุดในรอบเกือบ 6 เดือน หลังการโจมตีของกลุ่มฮูตีในซาอุดีอาระเบียเพิ่มความกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงที่อุปทานพลังงานจากตะวันออกกลางจะหยุดชะงักเพิ่มเติม ขณะเดียวกัน ทางการสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) รายงานเหตุการณ์น้ำมันรั่วไหล

  • สัญญาน้ำมันดิบ WTI [WTI.X] ส่งมอบเดือนธ.ค. เพิ่มขึ้น 3.80 ดอลลาร์ หรือ 3.82% ปิดที่ 103.27 ดอลลาร์/บาร์เรล
  • สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (BRENT) [BRENT.X] ส่งมอบเดือนธ.ค. เพิ่มขึ้น 3.55 ดอลลาร์ หรือ 3.14% ปิดที่ 116.72 ดอลลาร์/บาร์เรล

สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ปิดสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 29 เม.ย. และตลอดทั้งสัปดาห์ สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับตัวขึ้น 6% ขณะที่ WTI เพิ่มขึ้น 2.3%

นักวิเคราะห์กล่าวว่า ความกังวลเกี่ยวกับการหยุดชะงักของอุปทานเป็นแรงผลักดันให้ราคาน้ำมันปรับตัวขึ้น หลังกลุ่มฮูตีซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่านก่อเหตุโจมตีหลายครั้งทั่วซาอุดีอาระเบีย รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน

เมื่อวันพฤหัสบดี รอยเตอร์รายงานว่า Saudi Aramco สั่งอพยพพนักงานออกจากสำนักงานใหญ่ในเมืองดาห์ราน ซึ่งตั้งอยู่บริเวณอ่าวใกล้บาห์เรน ขณะที่การสู้รบระหว่างซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเป็นผู้ส่งออกน้ำมันดิบรายใหญ่ที่สุดของโลก กับกลุ่มฮูตีในเยเมนทวีความรุนแรงขึ้น

กระทรวงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมของ UAE ระบุว่า ตรวจพบน้ำมันรั่วไหลจากเรือบรรทุกน้ำมันนอกชายฝั่งเมืองอุมม์ อัลไกไวน์ แต่ไม่ได้เปิดเผยสาเหตุของการรั่วไหล และเจ้าหน้าที่ยังไม่สามารถระบุชื่อเรือที่เกี่ยวข้องได้

แหล่งข่าวในอุตสาหกรรมการเดินเรือเปิดเผยเมื่อวันที่ 9 ต.ค. ว่า เรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่ Gem No. 2 ถูกวัตถุไม่ทราบชนิดโจมตี ห่างจากชายฝั่งทางตะวันตกของอัลจาซีราใน UAE ประมาณ 13 ไมล์ทะเล หรือ 24 กิโลเมตร

นักวิเคราะห์กล่าวว่า ตลาดกังวลเกี่ยวกับการโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันของอิหร่านที่เพิ่มขึ้นในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา แม้ปริมาณการน้ำมันที่ขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซจะเพิ่มขึ้น แต่สถานการณ์ก็อาจเปลี่ยนแปลงได้ทุกเมื่อ

การปะทะกันระหว่างกลุ่มฮูตีกับพันธมิตรที่นำโดยซาอุดีอาระเบียซึ่งสนับสนุนรัฐบาลเยเมนที่ได้รับการยอมรับจากนานาชาติ ยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง หลังกลุ่มฮูตีซึ่งมีแนวร่วมกับอิหร่านรุกคืบเข้าใกล้ช่องแคบบับเอลมันเดบเมื่อเดือนที่แล้ว โดยช่องแคบดังกล่าวเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญด้านการเดินเรือบริเวณปากทะเลแดง

ข้อมูลที่รวบรวมโดยสถาบันคลังสมองในกรุงวอชิงตัน ซึ่งติดตามเหตุการณ์ด้านความมั่นคงทางทะเลทั่วโลกมาตั้งแต่ปี 2560 ระบุว่า เดือนต.ค. เป็นเดือนที่เกิดการโจมตีเรือพาณิชย์ในช่องแคบฮอร์มุซและเส้นทางเดินเรือใกล้เคียงรุนแรงที่สุด

ด้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ กล่าวเมื่อวันศุกร์ว่า สหรัฐฯ อาจยุติสงครามกับอิหร่านได้อย่างรวดเร็ว แต่ก็ระบุว่า บางทีสหรัฐฯ ควรปล่อยให้ความขัดแย้งค่อย ๆ ยุติลง

กระทรวงพลังงานสหรัฐฯ เปิดเผยว่า ได้อนุมัติการแลกเปลี่ยนน้ำมันดิบฉุกเฉินจากคลังสำรองปิโตรเลียมเชิงยุทธศาสตร์ (SPR) สูงสุด 400,000 บาร์เรล เพื่อบรรเทาปัญหาอุปทานหยุดชะงักที่ส่งผลกระทบต่อโรงกลั่น Lake Charles ของบริษัท Phillips 66 ในรัฐลุยเซียนา

ปัจจุบัน ปริมาณน้ำมันในคลังสำรอง SPR ลดลงสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2525 แล้ว หลังทรัมป์นำคลังสำรองออกมาใช้ในช่วงที่สงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านส่งผลกระทบต่อเส้นทางขนส่งน้ำมัน ก่อนหน้านี้ โจ ไบเดน อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ ก็เคยระบายน้ำมันจากคลังสำรองดังกล่าว หลังรัสเซียรุกรานยูเครน

ขณะเดียวกัน หน่วยงาน EBV ซึ่งรับผิดชอบการจัดเก็บน้ำมันสำรองแห่งชาติของเยอรมนี ได้ประกาศเปิดประมูลจำหน่ายน้ำมันดีเซล น้ำมันทำความร้อน และน้ำมันดิบจากคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์

การระบายน้ำมันครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกของเยอรมนีนับตั้งแต่ประเทศสมาชิกกลุ่ม G7 ตกลงกันเมื่อต้นเดือนต.ค. ให้ปล่อยน้ำมันจากคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์ ภายใต้แรงกดดันจากทรัมป์

เมื่อวันพฤหัสบดี หัวหน้าบริษัทน้ำมันแห่งชาติลิเบียเปิดเผยกับรอยเตอร์ว่า วาล์วของท่อส่งน้ำมันจากแหล่งน้ำมันฮามาดาและทาฮาราไปยังท่าเรือซาวิยาถูกปิด ส่งผลให้ปริมาณการผลิตจากแหล่งน้ำมันทั้งสองแห่งลดลง

นอกจากนี้ ข้อมูลติดตามการเดินเรือยังแสดงให้เห็นว่า น้ำมันดีเซลจากรัสเซียล็อตแรกที่ส่งไปยังสหรัฐฯ นับตั้งแต่มอสโกและวอชิงตันบรรลุข้อตกลงการส่งออก กำลังถูกขนส่งโดยเรือบรรทุกน้ำมันที่มุ่งหน้าไปยังนครนิวยอร์ก

ทรัมป์ประกาศข้อตกลงดังกล่าวในเดือนนี้ โดยเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามลดราคาน้ำมันดีเซลที่พุ่งสูงขึ้นก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ในวันที่ 3 พ.ย.

โดย กัลยาณี ชีวะพานิช