SUEN จ่อขาย IPO 196.24 ล้านหุ้นเข้า SET ชูจุดแข็งผู้นำวัสดุก่อสร้างครบวงจรภาคตะวันออก

บมจ.ซุน คอร์ป [SUEN] ประกาศความพร้อมเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) จำนวน 196.24 ล้านหุ้น และเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) หมวดธุรกิจพาณิชย์ ชูจุดเด่นประสบการณ์กว่า 24 ปี และยุทธศาสตร์ “พลังแห่งการผสานธุรกิจ” เชื่อมโยงรากฐานตั้งแต่เหมืองหินแกรนิตต้นน้ำ โรงงานคอนกรีตกลางน้ำ จนถึงช่องทางจำหน่ายปลายน้ำ

นายวิเศษศักดิ์ ระเบียบพนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร SUEN เปิดเผยว่า บริษัทอยู่ระหว่างการเตรียมเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ในหมวดธุรกิจพาณิชย์ ด้วยการเสนอขายหุ้น IPO จำนวน 196,240,000 หุ้น คิดเป็นร้อยละ 25.82 ของจำนวนหุ้นที่ออกและชำระแล้วหลัง IPO ซึ่งจะเป็นก้าวสำคัญในการระดมทุนเพื่อนำไปใช้ขยายสาขาและเพิ่มกำลังการผลิต เสริมสร้างความพร้อมของกลุ่มบริษัทให้สามารถขยายธุรกิจทั้ง 3 กลุ่ม เพื่อรองรับการเติบโตของภาคอุตสาหกรรมและชุมชนเมืองในพื้นที่ EEC ได้อย่างเต็มศักยภาพ

ธุรกิจของกลุ่มบริษัทมุ่งเน้นรูปแบบการทำงานแบบบูรณาการ โดยมี 3 กลุ่มธุรกิจหลัก ประกอบด้วย ธุรกิจเหมืองหินแกรนิตสำหรับอุตสาหกรรมก่อสร้าง ธุรกิจคอนกรีตผสมเสร็จและผลิตภัณฑ์คอนกรีตสำเร็จรูป และธุรกิจจำหน่ายวัสดุก่อสร้างรวมถึงสินค้าทั่วไปที่ใช้ในบ้าน

ความได้เปรียบของการมีโครงสร้างธุรกิจที่ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ช่วยให้บริษัทสามารถบริหารจัดการทรัพยากรและต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถดูแลลูกค้าได้ทุกระดับ ตั้งแต่กลุ่มลูกค้ารายย่อย ผู้รับเหมาขนาดเล็ก กลาง ใหญ่ ไปจนถึงโครงการภาคเอกชนและหน่วยงานรัฐบาล

ผลการดำเนินงานของกลุ่มบริษัทมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยรายได้รวมเพิ่มขึ้นจาก 3,052.73 ล้านบาทในปี 66 เป็น 3,589.80 ล้านบาทในปี 68 คิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) ที่ 8.44% ขณะที่งวด 6 เดือนแรกของปี 69 กลุ่มบริษัทมีรายได้รวมอยู่ที่ 1,933.61 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.44% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า จากการเติบโตของทั้ง 3 กลุ่มธุรกิจเนื่องจากการขยายสาขาจำหน่ายวัสดุก่อสร้างและการเพิ่มกำลังการผลิตเหมืองหิน

ด้านกำไรสุทธิรวมขยายตัวจาก 117.65 ล้านบาทในปี 66 ขึ้นมาอยู่ที่ 256.70 ล้านบาทในปี 68 และในงวด 6 เดือนแรกของปี 69 มีกำไรสุทธิรวม 133.73 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 23.54% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีกำไรส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นบริษัทใหญ่จำนวน 79.24 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 21.28%

นายวิเศษศักดิ์ กล่าวว่า โครงสร้างธุรกิจต้นน้ำคือเหมืองหินแกรนิตสำหรับอุตสาหกรรมก่อสร้าง หินที่ผลิตได้ใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตคอนกรีตของกลุ่ม และจำหน่ายให้ลูกค้าภายนอก เช่น ผู้ผลิตคอนกรีตและผู้รับเหมาก่อสร้าง ดำเนินงานผ่าน บริษัท ศิลาธารา จำกัด (ST) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ SUEN ถือหุ้น 40.06% และมีสิทธิออกเสียง 75.01% โดยมีเหมืองหินแกรนิตในอำเภอปลวกแดง จังหวัดระยอง พื้นที่ยุทธศาสตร์ใกล้เคียงนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งช่วยให้ลูกค้าประหยัดต้นทุนการขนส่ง สามารถบริหารจัดการต้นทุนได้อย่างคุ้มค่า

เหมืองหินดังกล่าวได้รับประทานบัตรระยะเวลา 30 ปี สิ้นสุดปี 94 มีปริมาณสำรองหินที่ทำเหมืองได้ 80.50 ล้านเมตริกตัน คาดว่าเพียงพอต่อการผลิตได้จนถึงปี 83 ภายใต้แผนปัจจุบัน โดยรายได้จากธุรกิจเหมืองหินเติบโตจาก 100.63 ล้านบาทในปี 66 มาเป็น 486.95 ล้านบาทในปี 68 พร้อมอัตรากำไรขั้นต้นสูงถึง 31.97% ซึ่งเหมืองหินเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญของความสามารถในการทำกำไรของกลุ่มบริษัท

“การมีเหมืองหินแกรนิตภายในกลุ่มบริษัท ช่วยให้เราควบคุมคุณภาพวัตถุดิบ บริหารต้นทุนการผลิตคอนกรีต และช่วยลดความเสี่ยงจากการขาดแคลนวัตถุดิบ” นายวิเศษศักดิ์ กล่าว

ด้านธุรกิจคอนกรีตผสมเสร็จ บริษัทเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายภายใต้เครื่องหมายการค้า SC และผลิตภัณฑ์คอนกรีตสำเร็จรูป SC Precast ผ่านเครือข่ายโรงงานรวม 15 แห่ง ครอบคลุมพื้นที่ยุทธศาสตร์จังหวัดระยองและชลบุรี โดยนำวัตถุดิบหินจากเหมืองของศิลาธารามาใช้ในการผลิต นอกจากนี้ บริษัทยังมีฟลีตรถขนส่งเป็นของตนเอง ทำให้สามารถควบคุมระบบขนส่งสินค้าถึงลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งด้านต้นทุนและความรวดเร็วในการจัดส่ง ซึ่งเป็นความได้เปรียบในการแข่งขันของบริษัทฯ

ขณะที่ธุรกิจจำหน่ายวัสดุก่อสร้าง ดำเนินการผ่าน บริษัท วี โฮม โซลูชั่น จำกัด (WH) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ SUEN ถือหุ้น 99.85% มีช่องทางการจำหน่ายผ่าน 1.ร้านค้าปลีกวัสดุก่อสร้าง “We MAKE” จำนวน 8 สาขาในจังหวัดระยอง ชลบุรี ปราจีนบุรี และจันทบุรี พร้อมศูนย์กระจายสินค้า 1 แห่งในจังหวัดระยอง โดยเน้นการขายหน้าร้านควบคู่กับระบบขายตรง (Direct Sales) และ 2. “Riki Riki” ร้านค้าปลีกของใช้ในบ้านและสินค้าไลฟ์สไตล์ดีไซน์คุ้มค่า เปิดสาขาแรกที่จังหวัดชลบุรีเมื่อเดือนมีนาคม 2569 เพื่อช่วยเพิ่มโอกาสการเข้าถึงลูกค้าที่ต้องการใช้วัสดุก่อสร้างและสินค้าที่อยู่อาศัยที่เติบโตตามการลงทุนในพื้นที่ EEC