
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติเห็นชอบลดภาษีสรรพสามิตสำหรับน้ำมันเอทานอล E20 ลงลิตรละ 5.60 บาท และไบโอดีเซล B20 ลิตรละ 5.50 บาท เป็นระยะเวลาเบื้องต้น 3 เดือน เพื่อเป็นการช่วยเหลือเกษตรกร และผู้ประกอบธุรกิจขนส่ง รวมถึงประชาชนทั่วไป เนื่องจากอยากให้ทุกคนหันมาพิจารณาใช้น้ำมันทั้ง 2 ประเภทนี้ให้มากยิ่งขึ้น เป็นการเพิ่มอุปสงค์ของสินค้าเกษตร ซึ่งจะช่วยพยุงราคาขึ้นมา และจะทำให้ต้นทุนราคาน้ำมันลดลง
สำหรับราคาขายหน้าสถานีบริการนั้น ทางกระทรวงพลังงานจะมีการประชุมในช่วงบ่ายวันนี้ ซึ่งได้รับยอดภาษีสรรพสามิตที่ทางครม.ได้อนุมัติลดน้ำมันทั้ง 2 ประเภทเรียบร้อยแล้ว
นายกรัฐมนตรี ย้ำว่า เบื้องต้นจะลดภาษีเป็นระยะเวลา 3 เดือน จากนั้นรัฐบาลจะประเมินผลอีกครั้ง พร้อมกำชับว่า มาตรการนี้ครอบคลุมเฉพาะน้ำมัน E20 และ B20 เท่านั้น

ด้าน นายพรชัย ฐีระเวช อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ความไม่สงบทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อมาระยะหนึ่ง ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น และค่อนข้างผันผวน รัฐบาลจึงมีนโยบายดูแลคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยคำนึงถึงการส่งเสริมมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ครม. จึงได้มีมติปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตสำหรับน้ำมันดีเซลที่มีส่วนผสมของไบโอดีเซล B20 จาก 5.953 บาทต่อลิตร เหลือ 0.431 บาทต่อลิตร และน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 จาก 6.000 บาทต่อลิตร เหลือ 0.358 บาทต่อลิตร โดยมีระยะเวลา 3 เดือน ตั้งแต่วันที่ 28 ตุลาคม 2569 ถึง วันที่ 27 มกราคม 2570
อธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวว่า โดยปกติ รัฐบาลจะใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในการรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันในประเทศ อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง มีภาระในการชดเชยจำนวนมาก จึงต้องใช้กลไกภาษีสรรพสามิตเข้ามาช่วยแบ่งเบาภาระของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง
“เพื่อเป็นการรักษาวินัยการเงินการคลัง จึงเลือกปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิต เฉพาะน้ำมันบางประเภท ที่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลงมีการอุดหนุนในอัตราที่สูง โดยกำหนดระยะเวลาของมาตรการเพียง 3 เดือน” นายพรชัย ระบุ

นายพรชัย กล่าวว่า มาตรการนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพให้แก่ประชาชน ลดต้นทุนในภาคการขนส่ง และภาคธุรกิจ และการสนับสนุนผลผลิตทางการเกษตรของเกษตรกรไทย ทั้งปาล์มน้ำมัน อ้อย และมันสำปะหลัง ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักที่ใช้ในการผลิตพลังงานทางเลือกที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
โดยให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อมิติด้านสิ่งแวดล้อม จึงยังคงสัดส่วนอัตราภาษีตามกลไกราคาคาร์บอน ที่ได้กำหนดราคาคาร์บอน “200 บาทต่อตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า” ไว้ตามเดิม และปรับลดอัตราภาษีในสัดส่วนของภาษีสรรพสามิตลงทั้งหมด
อธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวว่า การปรับโครงสร้างภาษีในลักษณะดังกล่าว เป็นการบูรณาการมิติด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมเข้าด้วยกันอย่างสมดุล ซึ่งนอกจากจะช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของประชาชนในท่ามกลางสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นแล้ว ยังเป็นการรักษามาตรฐานทางสิ่งแวดล้อมของประเทศอย่างต่อเนื่อง
อีกทั้งช่วยกระตุ้นให้ภาคธุรกิจ และประชาชน ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไปสู่การใช้พลังงานทางเลือก จากผลิตผลทางการเกษตร เพื่อให้ประเทศไทยเดินหน้าสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero)
โดย ฐานิสร์ ทองนอก/รัชดา คงขุนเทียน





