
นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ชี้แจงประเด็นเกี่ยวกับอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ว่า จากการเข้าพบและรายงานภาวะเศรษฐกิจต่อนายกรัฐมนตรีในช่วง 2–3 เดือนที่ผ่านมา พบว่าตัวชี้วัดหลายตัวปรับตัวดีขึ้น แต่ภาพรวมยังไม่เติบโตเท่าที่ควร ซึ่งนายกรัฐมนตรีไม่ได้สั่งการให้เร่งหรือแก้ตัวเลข GDP แต่อย่างใด เพียงแต่มุ่งหวังให้ข้อมูลสะท้อนข้อเท็จจริงอย่างถูกต้องที่สุด เพื่อใช้เป็นฐานในการวางแผนและกำหนดนโยบายเศรษฐกิจให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดต่อไป
นายดนุชา กล่าวว่า ข้อสงสัยเกี่ยวกับตัวเลข GDP ของไทยที่ไม่ขยับขึ้นตามที่ควรจะเป็นนั้น คาดว่า ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) ของไทยอาจยังไม่สะท้อนโครงสร้างภาคอุตสาหกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว
ทั้งนี้ ในช่วง 6-7 เดือนที่ผ่านมา สศช. ร่วมกับนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลอย่างต่อเนื่อง จากการตรวจสอบพบว่า มีกลุ่มโรงงานผลิตเพื่อส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่ประมาณ 4-5 กลุ่ม คิดเป็นมูลค่าการผลิตสูงถึงราว 800,000 ล้านบาท ที่ไม่ได้ถูกนำเข้านับรวมในระบบดัชนีคำนวณ
“ปัญหาดังกล่าวไม่ได้เกิดจากความผิดของภาคเอกชน แต่เกิดจากข้อจำกัดของระบบคำนวณเดิมที่ยึดปีฐานคงที่ ณ ปี 2564 ซึ่งในขณะนั้นโรงงานและผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้ยังไม่ได้เริ่มดำเนินงาน จึงทำให้ระบบขาดความยืดหยุ่นในการรองรับโครงสร้างอุตสาหกรรมใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นจริง”นายดนุชา กล่าว
นายดนุชา กล่าวว่า เพื่อแก้ไขปัญหาระยะยาวและทำให้ข้อมูลมีความแม่นยำขึ้น ทางหน่วยงานจึงได้ทำการปรับเปลี่ยนวิธีการคำนวณมาใช้ ระบบดัชนีลูกโซ่ (Chain-linking Index) โดยเปรียบเทียบข้อมูลกับปีก่อนหน้า ซึ่งเป็นมาตรฐานที่สถาบันสากลและหลายประเทศใช้อยู่ เช่น มาเลเซีย สิงคโปร์ และไต้หวัน
อีกทั้งยังเป็นหลักการเดียวกับที่ไทยใช้อยู่แล้วในการคำนวณ GDP โดยการคำนวณแบบใหม่นี้จะปรับการกำหนดน้ำหนัก (Weight) ในภาคการผลิตไปตามข้อมูลการผลิตจริงที่เกิดขึ้นในแต่ละช่วงเวลา
เลขาธิการ สศช. คาดว่า จะเริ่มเห็นผลลัพธ์จากการปรับปรุงดัชนีข้อมูลภาคอุตสาหกรรมนี้ในตัวเลขไตรมาสที่ 3 แม้มูลค่าการผลิต 800,000 ล้านบาทที่เพิ่มเข้ามาจะส่งผลบวกต่อ GDP ไม่น้อย
อย่างไรก็ตาม ภาพรวม GDP ทั้งหมดจะปรับขึ้นหรือลงยังต้องขึ้นอยู่กับภาคเกษตรและภาคบริการประกอบด้วย
โดย ฐานิสร์ ทองนอก/รัชดา คงขุนเทียน





