บล.เอเซีย พลัส ประเมินแนวโน้มกำไรบริษัทจดทะเบียนไทยไตรมาส 3/69 ยังเติบโตแข็งแกร่งเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้ภาพรวมตลาดหุ้นไทยอาจเผชิญแรงกดดันระยะสั้นจากกระแสเงินทุนต่างชาติที่เริ่มชะลอตัว และความไม่แน่นอนก่อนการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) โดยคาดว่ากำไรบริษัทจดทะเบียนรวมจะอยู่ที่ประมาณ 2.78 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 25.6% จากปีก่อน แนะนำเน้นคัดเลือกหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานและแนวโน้มผลประกอบการสนับสนุน ชู GULF, BBL และ ITC เป็นหุ้นเด่น
สายงานวิจัย บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า ภาพรวมผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนไตรมาส 3/69 จากข้อมูล 129 บริษัท ซึ่งรวมทั้งบริษัทที่ประกาศงบแล้วและประมาณการกำไร ครอบคลุมประมาณ 81% ของมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Capitalization) คาดว่าจะมีกำไรรวมประมาณ 2.78 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 25.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้ลดลง 15.4% จากไตรมาสก่อนหน้า โดยมี 21 บริษัทที่ประกาศผลประกอบการแล้ว ซึ่งมีกำไรดีกว่าที่คาดการณ์เล็กน้อยประมาณ 0.47% เมื่อพิจารณารายอุตสาหกรรม กลุ่มพลังงานมีมูลค่ากำไรสูงสุดประมาณ 9.1 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 69% จากปีก่อน ตามด้วยกลุ่มธนาคารที่มีกำไรประมาณ 6.7 หมื่นล้านบาท ขณะที่กลุ่มที่มีแนวโน้มกำไรเติบโตทั้งจากไตรมาสก่อนหน้าและช่วงเดียวกันของปีก่อน ได้แก่ ท่องเที่ยว อิเล็กทรอนิกส์ การแพทย์ รับเหมาก่อสร้าง เกษตร และการเงิน สะท้อนว่าบริษัทจดทะเบียนบางกลุ่มยังมีแนวโน้มผลประกอบการที่แข็งแกร่ง แม้ภาพรวมกำไรจะชะลอลงตามฤดูกาล โดยสายงานวิจัยมองว่ากำไรมีโอกาสฟื้นตัวต่อเนื่องในไตรมาส 4/69
อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นไทยยังมีปัจจัยที่ต้องติดตาม โดยเฉพาะทิศทางเงินทุนต่างชาติ แม้นักลงทุนต่างชาติจะซื้อสุทธิหุ้นไทยต่อเนื่อง 5 วันทำการ รวมประมาณ 9.6 พันล้านบาท แต่ยอดซื้อสุทธิล่าสุดชะลอลงเหลือเพียง 952 ล้านบาท ขณะที่ตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้ามีสถานะขายสุทธิ (Net Short) 8,531 สัญญา ซึ่งอาจสะท้อนการป้องกันความเสี่ยงก่อนเหตุการณ์สำคัญ มากกว่าจะเป็นสัญญาณขายหุ้นไทยอย่างชัดเจน ทั้งนี้ ยังต้องติดตามความต่อเนื่องของกระแสเงินทุนต่างชาติในระยะถัดไป
สำหรับการประชุม กนง. วันที่ 28 ตุลาคม 2569 นักเศรษฐศาสตร์ที่ Bloomberg สำรวจจำนวน 19 ราย คาดการณ์ตรงกันว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 1.00% โดยประเด็นสำคัญอยู่ที่การประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อในระยะถัดไป ท่ามกลางแรงกดดันจากราคาพลังงานและอาหารที่อาจปรับสูงขึ้น ขณะที่กำลังซื้อภายในประเทศยังฟื้นตัวอย่างจำกัด นอกจากนี้ มาตรการสนับสนุนการติดตั้งโซลาร์รูฟและการลดภาษีน้ำมัน E20 และ B20 ยังเป็นปัจจัยด้านนโยบายที่ต้องติดตามผลต่อเศรษฐกิจในระยะต่อไป
ด้านตลาดต่างประเทศ หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์ยังมีทิศทางฟื้นตัวจากกระแสการลงทุนด้าน AI โดยดัชนี NASDAQ ปรับเพิ่มขึ้น 1.2% ขณะที่ตลาดหุ้นเอเชียได้รับแรงหนุนจากการฟื้นตัวของหุ้นเทคโนโลยี อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังรอติดตามผลการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ซึ่งตลาดคาดว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 3.75–4.00% รวมถึงข้อมูลเงินเฟ้อและการเติบโตทางเศรษฐกิจสหรัฐฯ ซึ่งอาจส่งผลต่อทิศทางตลาดการเงินโลก
สำหรับกลยุทธ์การลงทุน บล.เอเซีย พลัส แนะนำคัดเลือกหุ้นที่มีแนวโน้มผลประกอบการและปัจจัยสนับสนุนเฉพาะตัว โดยเลือก GULF จากมุมมองว่ากำไรไตรมาส 3/69 ที่อาจชะลอตัวได้สะท้อนในราคาหุ้นไปมากแล้ว ขณะที่คาดว่ากำไรไตรมาส 4/69 จะฟื้นตัวทำสถิติสูงสุดใหม่ พร้อมโอกาสจาก Direct PPA และแผน PDP 2026 ส่วน BBL มีความน่าสนใจจากการผ่านช่วงแรงกดดันด้านผลประกอบการไตรมาส 3/69 และมีปัจจัยสนับสนุนจากทิศทางอัตราผลตอบแทนพันธบัตรขาขึ้น โดยมีอัตราผลตอบแทนเงินปันผลประมาณ 5% และ P/BV ที่ 0.6 เท่า ขณะที่ ITC คาดว่ากำไรไตรมาส 3/69 จะเติบโตทั้งจากไตรมาสก่อนหน้าและช่วงเดียวกันของปีก่อน ก่อนเข้าสู่จุดสูงสุดในไตรมาส 4 พร้อมคาดการณ์กำไรปี 2569 เติบโต 19% และมีโอกาสได้รับปัจจัยบวกเพิ่มเติมจากการขยายธุรกิจผ่านการควบรวมและซื้อกิจการ (M&A) ในจีนและสหรัฐฯ แม้ตลาดหุ้นไทยอาจเผชิญความผันผวนระยะสั้นจากปัจจัยด้านนโยบายการเงินและกระแสเงินทุนต่างชาติ แต่แนวโน้มกำไรบริษัทจดทะเบียนที่ยังเติบโตเป็นปัจจัยสนับสนุนสำคัญ โดยแนะนำให้นักลงทุนให้ความสำคัญกับการคัดเลือกหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่งและมีโอกาสเติบโตของผลประกอบการในระยะถัดไป





