บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ ระบุว่า บมจ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล [PTTGC] และ บมจ. เอสซีจี เคมิคอลส์ (SCGC) ประกาศจัดตั้ง JV รวมธุรกิจโอเลฟินส์และโพลิโอเลฟินส์ โดยมีสัดส่วนการถือหุ้น PTTGC 56% และ SCGC 44% พร้อมก้าวขึ้นเป็นผู้ผลิตโพลิโอเลฟินส์อันดับ 1 ในเอเชีย และอันดับ 10 ของโลก จากกำลังการผลิตรวมกว่า 7 ล้านตันต่อปี
เราประเมินว่า Synergy ดังกล่าวจะหนุนกำไรของ PTTGC เพิ่มขึ้น 7% ในปี 70 และ 11% ในปี 71 โดยมี Upside ต่อราคาเป้าหมายราว 0.9 บาท/หุ้น จากราคาเป้าหมายปัจจุบันที่ 63 บาท สำหรับ SCC เราประเมินว่า Synergy จะหนุนกำไรเพิ่มขึ้น 3% ในปี 70 (ภายใต้สมมติฐานว่าดีลแล้วเสร็จในช่วงกลางปี 70) และ 9.5% ในปี 71 โดยมี Upside ต่อราคาเป้าหมายราว 8 บาท/หุ้น จากราคาเป้าหมายปัจจุบันที่ 276 บาท
ทั้งนี้ การ Synergy มีเป้าหมาย 150-200 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี เป็นผลประโยชน์ต่อเนื่อง (Recurring Synergy) ซึ่งคาดว่าจะทยอยรับรู้หลังปิดดีลและบรรลุเต็มที่ภายใน 3 ปี หรือราวปี 2030 โดยผู้บริหารมองว่าตัวเลขดังกล่าวเป็นเพียง Phase แรก และยังมี Upside เพิ่มเติมจากการบูรณาการธุรกิจในระยะต่อไป
Operational Optimization จะเป็นแหล่ง Synergy หลักในระยะแรก จากการรวมการดำเนินงานของโรงงานมากกว่า 30 แห่งในนิคมมาบตาพุด ครอบคลุมการวางแผน Shutdown, Utility Integration, Energy Efficiency, Maintenance และการบริหารสินทรัพย์ร่วมกัน โดยใช้เงินลงทุนเพิ่มเติมค่อนข้างจำกัด
Feedstock Optimization เป็นอีกปัจจัยสำคัญ ผ่านการเชื่อมโยงกับเครือข่ายวัตถุดิบของกลุ่ม PTT ทั้งโรงกลั่น Aromatics, Condensate Splitter และ Ethane นำเข้าจากสหรัฐฯ ซึ่งช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการจัดหาวัตถุดิบและลดต้นทุนการผลิต โดยในระยะแรกสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการจัดหาวัตถุดิบสำหรับ SCGC ได้ราว 15-30% ของความต้องการทั้งหมด
Portfolio และ Commercial Synergy จะเกิดจากการรวมผลิตภัณฑ์ Commodity, HVA และ Specialty ของทั้งสองบริษัท ช่วยเพิ่มความสามารถในการเข้าถึงลูกค้า ขยายตลาด และยกระดับอัตรากำไรในระยะยาว
ผู้บริหารมองว่า JV จะช่วยขยับตำแหน่งบน Cost Curve โลกจากฝั่งต้นทุนสูงเข้าสู่กลุ่มต้นทุนที่สามารถแข่งขันได้มากขึ้น ผ่านการเพิ่มขนาดธุรกิจ ความยืดหยุ่นด้านวัตถุดิบ และการยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงาน
JV จะเริ่มต้นด้วยฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง โดยมีเป้าหมาย Net D/E ที่ 0.26x และหนี้สุทธิเริ่มต้นราว US$1.5bn (PTTGC ราว US$900mn และ SCGC/TPE ราว US$600mn) เพื่อรองรับความผันผวนของวัฏจักรอุตสาหกรรมปิโตรเคมี
ผู้บริหารย้ำว่าไม่มีแผนจัดตั้งธุรกิจที่แข่งขันกับ JV ภายนอก สะท้อนความมุ่งมั่นระยะยาวของทั้งสองฝ่าย ขณะที่การปิดหรือปรับลดกำลังการผลิตยังไม่ใช่ประเด็นสำคัญในปัจจุบัน โดยจะมุ่งเน้นการสร้างมูลค่าเพิ่มจาก Synergy และการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานเป็นลำดับแรก
ดีลยังอยู่ระหว่างการขออนุมัติจากผู้ถือหุ้น หน่วยงานกำกับดูแล และหน่วยงานด้านการแข่งขันทางการค้า โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จในช่วง 2H70 หากได้รับการอนุมัติจากทุกหน่วยงานตามแผน
มุมมอง INVX JV นี้เป็นการปรับโครงสร้างเชิงยุทธศาสตร์เพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันมากกว่าการฟื้นตัวตามวัฏจักรอุตสาหกรรมในระยะสั้น โดยจุดเด่นอยู่ที่การสร้าง Synergy การเพิ่มความยืดหยุ่นด้านวัตถุดิบ (Feedstock Flexibility) และการยกระดับความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุน (Cost Competitiveness) ซึ่งจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรมปิโตรเคมีไทยในระยะยาว





