
การนับคะแนนเสียงเลือกตั้งรัฐสภาของอิสราเอลยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง หลังปิดหีบเมื่อวันอังคาร (27 ต.ค.) ในขณะที่เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรี และคู่แข่งคนสำคัญอย่าง กาดี เอเซนกอต อดีตผู้บัญชาการกองทัพอิสราเอล ต่างออกมาประกาศว่าตนได้รับเสียงสนับสนุนจากประชาชนให้เป็นผู้นำประเทศ แม้ว่าทั้งสองฝ่ายจะยังไม่มีใครได้รับคะแนนเสียงข้างมากเพียงพอที่จะจัดตั้งรัฐบาลได้ก็ตาม
สถานการณ์นี้ทำให้อิสราเอลกำลังเผชิญกับความไม่แน่นอนทางการเมือง โดยนักวิเคราะห์ได้ชี้ถึงความเป็นไปได้หลายฉากทัศน์ ตั้งแต่การเจรจาจัดตั้งรัฐบาลผสมที่อาจยืดเยื้อ การจัดตั้งรัฐบาลที่เป็นเอกภาพ หรือการจัดการเลือกตั้งใหม่อีกครั้ง ในขณะที่พรรคการเมืองอาหรับอาจเป็นกุญแจสำคัญในการคลี่คลายสถานการณ์ชะงักงันนี้ได้
ผลนับคะแนนเบื้องต้นบอกอะไรบ้าง
สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า หลังจากการนับคะแนนผ่านไปแล้วประมาณ 85% คาดว่าพรรคลิคุด (Likud) ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายขวาและเคร่งศาสนาของเนทันยาฮูจะได้ 53 ที่นั่งในรัฐสภาซึ่งมีทั้งหมด 120 ที่นั่ง เมื่อเทียบกับพรรคยาชาร์ (Yashar) ของเอเซนกอตที่คาดว่าจะได้ 48 ที่นั่ง ส่วนพรรคการเมืองที่มีเสียงส่วนใหญ่เป็นชาวอาหรับ ได้แก่ พรรค จอยต์ลิสต์ (Joint List) ซึ่งเป็นพันธมิตรร่วมของสามพรรคเมือง และพรรคราอัม (Ra’am) ซึ่งเป็นพรรคมุสลิม คาดว่าจะได้รวมกัน 19 ที่นั่ง
ตัวเลขดังกล่าวยังอาจเปลี่ยนแปลงได้ เนื่องจากยังไม่ได้นับคะแนนเสียงของผู้ที่ลงคะแนนภายใต้การจัดการพิเศษ ซึ่งรวมถึงคะแนนจากทหาร นักการทูตในต่างประเทศ และผู้ป่วยในโรงพยาบาล ทั้งนี้ คาดว่าจะรู้ผลอย่างเป็นทางการขั้นสุดท้ายภายในวันที่ 4 พ.ย. ตามกรอบเวลาที่คณะกรรมการการเลือกตั้งของอิสราเอลกำหนดไว้
ระบบการเลือกตั้งแบบสัดส่วนของอิสราเอลยิ่งเพิ่มความไม่แน่นอน เนื่องจากพรรคการเมืองต้องได้คะแนนอย่างน้อย 3.25% ของคะแนนเสียงทั้งประเทศจึงจะได้เข้าสู่รัฐสภา ซึ่งหมายความว่าการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยของส่วนต่างคะแนนเสียงก็อาจส่งผลต่อการจัดสรรที่นั่งในรัฐสภาได้อย่างมีนัยสำคัญ
ใครจะได้เป็นผู้จัดตั้งรัฐบาลชุดต่อไป
ภายใต้ระบบการเลือกตั้งของอิสราเอลนั้น การได้ที่นั่งมากที่สุดไม่ได้หมายความว่าผู้นำของพรรคนั้นจะมีสิทธิ์จัดตั้งรัฐบาลโดยอัตโนมัติ นักวิเคราะห์จึงคาดการณ์ถึงความเป็นไปได้ไว้หลายฉากทัศน์ด้วยกัน ซึ่งรวมถึงการเจรจาจัดตั้งรัฐบาลผสมที่อาจยืดเยื้อ การจัดตั้งรัฐบาลที่เป็นเอกภาพ หรือการจัดตั้งการเลือกตั้งใหม่อีกรอบ ขณะเดียวกันก็มองว่า พรรคการเมืองอาหรับอาจเป็นกุญแจสำคัญในการแก้วิกฤตทางตันครั้งนี้
หลังจากการประกาศผลอย่างเป็นทางการ ประธานาธิบดีไอแซก เฮอร์ซอก จะหารือกับตัวแทนของพรรคการเมืองที่ได้รับเลือกตั้ง ก่อนที่จะมอบหมายภารกิจให้แก่สมาชิกรัฐสภาที่เขาเห็นว่ามีแนวโน้มจะรวบรวมเสียงได้มากที่สุด ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นผู้นำของพรรคหรือกลุ่มที่ใหญ่ที่สุดเสมอไป
แคนดิเดตที่ได้รับมอบหมายจะมีเวลา 28 วันในการเจรจาจัดตั้งรัฐบาลผสม โดยอาจขอขยายเวลาได้สูงสุดอีก 14 วัน ซึ่งหากการจัดตั้งไม่ประสบสำเร็จ ประธานาธิบดีสามารถมอบหมายให้สมาชิกรัฐสภารายอื่นจัดตั้งรัฐบาลแทนได้ และหากความพยายามครั้งที่สองล้มเหลวอีก เสียงข้างมากในรัฐสภาสามารถร้องขอโอกาสสุดท้ายในการเสนอชื่อแคนดิเดตคนที่สามได้
หากความพยายามในการจัดตั้งรัฐบาลผสมทั้งหมดประสบความล้มเหลว รัฐสภาจะถูกยุบโดยอัตโนมัติ ซึ่งจะทำให้อิสราเอลต้องเข้าสู่การเลือกตั้งอีกครั้ง และยืดเวลาภาวะชะงักงันทางการเมืองออกไปอีกหลายเดือน โดยในระหว่างนี้ เนทันยาฮูและคณะรัฐมนตรีชุดเดิมจะยังคงดำรงตำแหน่งต่อไปในฐานะรัฐบาลรักษาการจนกว่าจะมีการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่
ทั้งนี้เมื่อวันพุธ หลังผลการนับคะแนนเบื้องต้นยังไม่ได้ผู้ชนะที่ชัดเจน ปธน.เฮอร์ซอกได้ออกมากล่าวถึงความเป็นไปได้เรื่องการจัดการเลือกตั้งรอบใหม่ว่า จะต้องทำทุกวิถีทางเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้สถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น
พรรคอาหรับอาจเป็นผู้ชี้ขาดว่าใครจะได้เป็นนายกรัฐมนตรี
นักวิเคราะห์มองว่า เพื่อหลีกเลี่ยงภาวะทางตันดังกล่าว ความสนใจจึงเปลี่ยนไปอยู่ที่พรรคการเมืองอาหรับว่าจะสามารถถ่วงดุลอำนาจในรัฐสภาชุดต่อไปได้หรือไม่ ด้วยจำนวน 19 ที่นั่งที่คาดว่าพรรคจะคว้ามาครองได้
ทั้งพรรคราอัมและพรรคจอยต์ลิสต์ต่างแสดงความเต็มใจที่จะช่วยพรรคยาชาร์ หรือ “พรรคแห่งการเปลี่ยนแปลง” ของเอเซนกอต ให้เข้ามาแทนที่พรรคของเนทันยาฮู โดยมอนเซอร์ อับบาส ผู้นำพรรคราอัมกล่าวเมื่อคืนวันอังคาร (27 ต.ค.) ว่า พรรคของเขาต้องการเข้าร่วมรัฐบาลผสมที่นำโดยพรรคของเอเซนกอต ขณะที่ยูเซฟ จาบารีน กล่าวในวันพุธว่า กลุ่มพันธมิตรมีความพร้อมที่จะแผ้วทางให้เอเซนกอตเข้ามาแทนที่รัฐบาลของเนทันยาฮู ผ่านความร่วมมือทางการเมืองที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนกับพรรคของเอเซนกอต
อย่างไรก็ตาม ทั้งเนทันยาฮูและเอเซนกอตต่างปฏิเสธการจัดตั้งรัฐบาลที่ต้องพึ่งพาพรรคอาหรับ โดยเอเซนกอตได้ปฏิเสธหลายต่อหลายครั้งกับการดึงพรรคเหล่านี้เข้ามาร่วมในรัฐบาลผสม หรือการพึ่งพาเสียงสนับสนุนจากภายนอกรัฐบาล
แม้จะมีจุดยืนเช่นนี้ แต่ก็ยังคงมีความคิดเห็นที่แตกต่างกันภายในกลุ่มพันธมิตรของเอเซนกอต โดย ยาอีร์ โกลัน ผู้นำพรรคเดโมแครต (Democrats) ได้เรียกร้องให้บรรดาพันธมิตรของเขาอย่าปฏิเสธที่จะร่วมมือกับพรรคการเมืองอาหรับ
ส่วนผลลัพธ์ที่อาจเป็นไปได้อีกทางหนึ่ง คือการจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อยที่ได้รับการสนับสนุนจากสมาชิกรัฐสภาชาวอาหรับจากภายนอกรัฐบาลผสม ซึ่งการจัดตั้งรัฐบาลในลักษณะดังกล่าวจะทำให้เอเซนกอตต้องกลับคำสัญญาที่เคยให้ไว้ตอนหาเสียงเกี่ยวกับการไม่ร่วมมือกับบรรดาพรรคอาหรับ
อย่างไรก็ตาม การกลับคำสัญญาเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นในแวดวงการเมืองอิสราเอล ซึ่งการเจรจาจัดตั้งรัฐบาลผสมมักจะบีบให้ผู้นำพรรคต้องประนีประนอมกับคำสัญญาที่เคยให้ไว้ในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง
โดย รัตนา พงศ์ทวิช




