SCC มั่นใจ EBITDA ปีนี้ทะลุ 6 หมื่นล้านอานิสงส์ปรับโครงสร้าง เร่งโครงการอีเทนของ LSP ลุยแพคเกจจิ้ง

บมจ.ปูนซิเมนต์ไทย [SCC] มั่นใจ Adjusted Cash EBITDA ทั้งปี 69 ทะลุเป้า 60,000 ล้านบาท หลังจาก 9 เดือนแรกมีรายได้จากการขาย 382,236 ล้านบาท (+3% YoY) และกำไรสุทธิ 20,143 ล้านบาท (+13% YoY) ส่งผลให้ Adjusted Cash EBITDA เพิ่มขึ้นมาที่ 57,357 ล้านบาท พร้อมคุมวินัยทางการเงินเข้มงวดดึงอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA ลดลงเข้าใกล้เป้าหมายที่ 3.6 เท่า ชูไฮไลท์ส่ง SCGC ผนึก PTTGC ขึ้นปิโตรเคมีเบอร์ 1 เอเชีย

นายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ SCC เปิดเผยว่า แนวโน้มกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่ายที่เป็นกระแสเงินสดและปรับปรุงรายการพิเศษแล้ว (Adjusted Cash EBITDA) สิ้นปี 69 มั่นใจว่าจะทำได้สูงกว่า 60,000 ล้านบาททะลุเป้าหมาย หลังจาก 9 เดือนแรกของปีนี้อยู่ที่ 57,357 ล้านบาท ผลจากการปรับโครงสร้างธุรกิจและยกระดับขีดความสามารถการแข่งขัน พร้อมทั้งรักษาวินัยทางการเงินเข้มข้น ท่ามกลางปัจจัยภายนอกที่ยังมีความผันผวนด้านราคาพลังงาน พร้อมทั้งเดินหน้าบริหารโครงสร้างการเงินเพื่อดึงอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA ให้เข้าใกล้เป้าหมาย 3.6 เท่า

ด้านงบลงทุน 9 เดือนแรกใช้ไปประมาณ 18,000 ล้านบาท และคาดว่าในไตรมาส 4/69 จะมีการเบิกจ่ายเพิ่มในโครงการสำคัญ เช่น โครงการปรับปรุงอีเทนของ LSP ในเวียดนาม และการลงทุนของกลุ่มธุรกิจแพคเกจจิ้ง ส่งผลให้ยอดการลงทุนทั้งปีจะอยู่ในกรอบเป้าหมายทั้งหมดราว 30,000 ล้านบาท

ขณะที่บริษัทประเมินสถานการณ์ในปีหน้าว่ายังมีความเสี่ยงที่ต้องจับตา ได้แก่ ราคาพลังงาน มีแนวโน้มทรงตัวในระดับสูงและผันผวน จากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง รวมถึงการที่สหรัฐฯ ต้องเร่งเติมน้ำมันสำรองทางยุทธศาสตร์ (Strategic Petroleum Reserve-SPR) ด้านปัญหาการกีดกันทางการค้า ยังคงมีอยู่แม้ว่าผลการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ จะออกมาอย่างไรก็ตาม เนื่องจากนโยบายนี้กลายเป็นฉันทามติร่วมของทั้งสองพรรคไปแล้ว

ขณะที่กำลังการผลิตส่วนเกิน (Overcapacity) จากจีน ยังคงไหลทะลักเข้าสู่ตลาดอาเซียน ยุโรป และทั่วโลก ซึ่งคาดว่าจะต้องใช้เวลาอีกหลายปีกว่าจะคลี่คลาย และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจแบบ K-Shape กลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีและ AI จะเติบโตอย่างก้าวกระโดด ขณะที่อุตสาหกรรมดั้งเดิมยังเผชิญความยากลำบาก

SCC จึงเร่งทรานฟอร์มธุรกิจสร้างความเข้มแข็งสู่การเติบโตระยะยาวผ่าน 3 ด้าน คือ 1) สร้างความเข้มแข็งทางธุรกิจด้วยการผนึก SCGC และ GC ยกระดับอุตสาหกรรมปิโตรเคมีสู่ระดับโลก พร้อมเร่งโครงการอีเทนที่เวียดนาม รวมทั้ง ขยาย Low Carbon Cement Platform ในอาเซียน 2) เสริมความเข้มแข็งทางการเงินโดยการปรับลดหนี้สินสุทธิต่อเนื่อง 3) เพิ่มประสิทธิภาพด้วย AI & Robotics ทั่วทั้งอาเซียน 

สำหรับผลประกอบการ 9 เดือนแรกของปี 69 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน Adjusted Cash EBITDA อยู่ที่ 57,357 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 19% กำไรอยู่ที่ 20,143 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13% หากไม่รวมการปรับมูลค่าสินค้าคงเหลือและรายการปรับปรุงอื่น ๆ  Adjusted Profit อยู่ที่ 14,437 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8,831 ล้านบาท และรายได้จากการขายอยู่ที่ 382,236 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3%” 

ขณะที่ไตรมาส 3/69  Adjusted Cash EBITDA อยู่ที่ 14,444 ล้านบาท กำไร 2,385 ล้านบาท รายได้จากการขาย 122,666 ล้านบาท หนี้สินสุทธิลดลง 42,656 ล้านบาทจากไตรมาส 4/68  อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA ลดลงต่อเนื่องมาที่ 3.6 เท่า และมีเงินสดคงเหลือ ณ สิ้นไตรมาส 75,147 ล้านบาท 

ธุรกิจเคมิคอลส์ ภายใต้ บมจ.เอสซีจี เคมิคอล (SCGC) ประกาศแผนผนึกกำลังธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ในประเทศไทยร่วมกับ บมจ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล [PTTGC] คาดว่าจะสร้างประโยชน์จากการดำเนินธุรกิจร่วมกัน (Synergy) เพิ่มขึ้นประมาณ 150-200 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมปิโตรเคมีไทย พร้อมก้าวขึ้นเป็นหนึ่งใน 10 ผู้ผลิตพอลิโอเลฟินส์รายใหญ่ที่สุดของโลก

สถานะของกลุ่มธุรกิจร่วมทุนดังกล่าวจะเป็นบริษัทร่วม ทำให้ไม่ต้องนำรายได้และ EBITDA มารวมในงบรวม แต่จะรับรู้ผลกำไรผ่านส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุน (Equity Income) 44% เข้ามาที่บริษัทแม่ และรับผลตอบแทนในรูปเงินปันผลยืนยันว่าการถือหุ้น 44% ในบริษัทที่ใหญ่ขึ้นประกอบกับ Synergy เสริม จะทำให้ภาพรวมกระแสเงินสดและผลตอบแทนของบริษัทแม่ปรับตัวดีขึ้น ไม่ได้หดตัวลง

ขณะที่โรงงานระยองโอเลฟินส์ (ROC) กลับมาเดินโรงงานตั้งแต่กลางเดือน ก.ย.69  หลังหยุดชั่วคราวจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง  รวมทั้งยังเร่งโครงการเพิ่มวัตถุดิบก๊าซอีเทน ที่ LSP เวียดนาม ช่วยลดต้นทุนได้มากกว่า 250 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี  คาดแล้วเสร็จไตรมาส 2/70 ซึ่งเร็วกว่าแผนที่กำหนดไว้ ทั้งนี้โรงงาน LSP ไม่ได้ตั้งขึ้นมาแข่งขันกับโรงงานในไทย แต่เน้นป้อนตลาดเวียดนามที่มีภาวะขาดแคลนเม็ดพลาสติก (Net Short) และยังได้รับอานิสงส์จากสิทธิประโยชน์เขตการค้าเสรี (FTA) ของเวียดนาม

ธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง ตามแนวทาง One CBM เพิ่มยอดขายข้ามกลุ่มสินค้าเติบโต 22% เมื่อเทียบกับปีก่อน ลดความซ้ำซ้อนและใช้ทรัพยากรร่วมกัน ส่งผลให้ลดต้นทุนและค่าใช้จ่ายได้กว่า 1,000 ล้านบาทภายในปี 2569 นอกจากนี้ ยังใช้เชื้อเพลิงทดแทน (AF) อยู่ที่ 25%-35% ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นด้านต้นทุน 

ธุรกิจแพคเกจจิ้ง ได้ต่อยอดการฟื้นตัวของธุรกิจในอินโดนีเซีย รวมถึงบูรณาการเครือข่ายการผลิตเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร พร้อมขยายโอกาสในตลาดเวียดนามและอินเดีย  เสริมความแข็งแกร่งในตลาดและสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่อง

ด้านมุมมองต่อเศรษฐกิจไทยแม้ GDP ไทยจะเติบโตช้ากว่าประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน แต่โครงสร้างเศรษฐกิจยังได้รับความเชื่อมั่น โดยกลุ่มผู้นำสถาบันการเงินและองค์กรระดับโลก (เช่น World Bank และ IMF) ที่เดินทางมาร่วมประชุมในไทยยังคงมีมุมมองเชิงบวก เม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) สะสมแตะ 1.7 ล้านล้านบาท ถือเป็นฐานทุนคล้ายยุคสร้าง Eastern Seaboard ในอดีต ทั้งนี้ สิ่งสำคัญที่สุดคือรัฐบาลต้องเร่งผลักดันให้เม็ดเงินดังกล่าวเชื่อมโยงไปถึงการยกระดับขีดความสามารถของกลุ่มผู้ประกอบการ SME การลงทุนด้าน R&D และการศึกษา เพื่อให้ภาคธุรกิจสามารถปรับตัวเข้าสู่เทคโนโลยีใหม่อย่าง AI ได้อย่างยั่งยืน

สำหรับ ธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง ผลประกอบการ 9 เดือนปี 69 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ธุรกิจมี Adjusted Cash EBITDA 16,018 ล้านบาท  เพิ่มขึ้น 7% กำไร 7,459 ล้านบาท  เพิ่มขึ้น 53%  ขณะที่ไตรมาส 3/69 มี Adjusted Cash EBITDA อยู่ที่ 4,611 ล้านบาท และมีกำไรสำหรับงวดอยู่ที่ 1,669 ล้านบาท

แนวโน้มภาพรวมอุตสาหกรรมในไตรมาส 4/69 ในประเทศไทยยังมีแรงกดดันจากต้นทุนพลังงานที่ผันผวน ขณะที่กำลังซื้ออยู่ในระดับจำกัด แม้ภาครัฐจะจัดสรรงบประมาณรายจ่ายออกมาแต่ยังต่ำเมื่อเทียบกับปีที่แล้วกว่า 24% อย่างไรก็ตามในอาเซียนยังมีการเติบโตต่อเนื่อง โดยมีโครงการและมาตรการภาครัฐสนับสนุน โดยเฉพาะในเวียดนามและอินโดนีเซีย

แผนการดำเนินงานของธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง ได้แก่ บริหารพอร์ตสินค้าให้ครอบคลุมทุกกลุ่มตลาด เพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน รับมือราคาพลังงานสูงขึ้น และผลักดันสินค้าขยายตลาดต่างประเทศ สร้างการเติบโตต่อเนื่อง

“ปี 70 เอสซีจีมุ่งต่อยอดการทรานฟอร์มธุรกิจที่ทำมาต่อเนื่องให้เกิดผลลัพธ์อย่างชัดเจน ปรับโครงสร้างธุรกิจควบคู่กับการเดินหน้าโครงการเชิงกลยุทธ์ อาทิ การผนึก SCGC และ PTTGC ยกระดับอุตสาหกรรมปิโตรเคมีสู่ระดับโลก โครงการเพิ่มวัตถุดิบก๊าซอีเทนที่โรงงาน LSP เวียดนาม การขยาย Low Carbon Cement Platform ในอาเซียน รวมทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพฐานผลิตในอาเซียน ผ่าน AI & Roboticsเชื่อมั่นว่าจะช่วยให้เรารับมือกับทุกความท้าทาย และเสริมธุรกิจให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นในระยะยาว”นายธรรมศักดิ์ กล่าว