HILITE:กลุ่มอิเล็กฯร่วงยกแผง รับแรงกดดันเทคโลกปรับฐาน โบรกฯ ชี้แค่ปัจจัยระยะสั้น ยันดีมานด์ AI หนุน Q4 โตต่อ

เมื่อเวลา 12.11 น. DELTA ร่วง 7.69% ลดลง 17.00 บาท มาที่ 204.00 บาท มูลค่าการซื้อขาย 7,157.48 ล้านบาท

HANA ลบ 7.33% ลดลง 3.50 บาท มาที่ 44.25 บาท มูลค่าการซื้อขาย 1,132.62 ล้านบาท

CCET ลบ 5.78% ลดลง 0.50 บาท มาที่ 8.15 บาท มูลค่าการซื้อขาย 549.13 ล้านบาท

SMT ลบ 5.37% ลดลง 0.40 บาท มาที่ 7.05 บาท มูลค่าการซื้อขาย 137.28 ล้านบาท

KCE ลบ 4.32% ลดลง 3.00 บาท มาที่ 66.50 บาท มูลค่าการซื้อขาย 1,752.53 ล้านบาท

บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ ระบุว่า ราคาหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ไทยปรับตัวลดลงแรงในช่วงเช้าวันนี้ นำโดย DELTA (-8%) HANA (-7%) KCE (-6%) และ CCET (-6%) โดยเป็นการปรับตัวลดลงตามหุ้นเทคโนโลยีของโลก และในภูมิภาคที่มีการปรับตัวลดลงแรง

เรามองว่าการปรับฐานดังกล่าวน่าจะเป็นเพียงระยะสั้น หลังจากที่ตลาดมีความคาดหวังต่อกลุ่มฯ ในระดับสูง ขณะที่ผลประกอบการของบางบริษัทอาจยังเติบโตไม่เป็นไปตามที่นักลงทุนคาดหวัง อย่างไรก็ตาม เรายังคงมองว่าผลประกอบการของกลุ่มฯ จะเติบโตต่อเนื่องใน ไตรมาส 4/69 และปี 70 จากคำสั่งซื้อที่มี Commitment รองรับแล้วอย่างน้อยหนึ่งปีข้างหน้า ประกอบกับการทยอยเริ่มผลิตเชิงพาณิชย์ของ ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับ AI หลายโครงการในประเทศไทย ซึ่งเป็นส่วนประกอบของสถาปัตยกรรม AI GPU และ Rack Server รุ่นใหม่

เรายังคงเลือก HANA เป็น Top Pick ของกลุ่มฯ ด้วยราคาเป้าหมาย 58 บาท จากแนวโน้มกำไรที่แข็งแกร่ง โดยได้รับแรงหนุนจากการเริ่มผลิตผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับ AI หลายโครงการตั้งแต่ ไตรมาส 3/69 เป็นต้นไป สำหรับ KCE เราคงคำแนะนำ OUTPERFORM ด้วยราคาเป้าหมาย 75 บาท เนื่องจากแนวโน้มกำไรระยะกลางถึงยาวยังแข็งแกร่ง โดยได้รับประโยชน์จากภาวะขาดแคลน PCB ซึ่งสนับสนุนการปรับเพิ่มราคาขายและการเพิ่มส่วนแบ่งตลาด รวมถึงผลิตภัณฑ์ใหม่ที่เกี่ยวข้องกับ Humanoid Robots ซึ่งคาดว่าจะเริ่มสร้างรายได้ในปี 70 ขณะที่ DELTA เรายังคงคำแนะนำ OUTPERFORM ด้วยราคาเป้าหมาย 310 บาท จากคำสั่งซื้อที่แข็งแกร่งในช่วง ไตรมาส 4/69 – ปี 70 โดยเฉพาะ PSU รุ่นใหม่และระบบ Liquid Cooling

ด้าน บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) คาดแนวโน้ม DELTA ไตรมาส 4/69 กำไรสูงขึ้น YoY และ QoQ การจัดส่งสินค้าทำได้ดีขึ้นต่อเนื่องจากไตรมาสก่อนหน้า และจะเป็นไตรมาสที่ทำรายได้สูงที่สุดในปี แต่มอง GPM จะค่อยๆ ฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปจาก Product mix ที่ดีขึ้น โดยจะถูกชดเชยกับต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้นและภาวะ Global Material shortage ทำให้บริษัทจำเป็นต้องใช้นโยบายกักตุนสินค้าเพื่อใช้ในการผลิตและจัดส่งสินค้าได้ตามคำสั่งซื้อ ทำให้ยังเห็นสินค้าคงเหลืออยู่ระดับสูง ยังมีความเสี่ยงเรื่องการตั้งค่าเผื่อสินค้าคงคลังอยู่ไปอีก 1-2 ไตรมาส แต่การส่งมอบสินค้า AI & Data center ที่เร่งตัวได้มากขึ้นจะเป็นปัจจัยหลักหนุนกำไร ส่วน SG&A to sale สูงขึ้น QoQ จากต้นทุนค่าขนส่งและ Royalty to sale สูงขึ้น ในช่วงปลายปีจะมีการเจรจากับทั้งคู่ค้าและ Supplier คาดว่า ต้นทุนวัตถุดิบสูงขึ้นต่อเนื่องในปี 2570 และอาจผลักต้นทุนได้เพียงบางส่วน

ทั้งนี้ ไตรมาส 3/69 กำไรสุทธิ 7,757 ล้านบาท +4.3% YoY +27.7% QoQ โดยมีรายได้เร่งตัวได้ดี จัดหา supplier ใหม่ๆ ทำให้การส่งมอบกลับมาเร่งตัวดีขึ้น ยังเห็นภาพการลงทุนด้าน AI ขยายตัว มีดีมานด์แข็งแกร่งไปยังปีหน้า ทำให้ส่วนธุรกิจ Power electronic และ Infrastructure เติบโตได้ดี และมีสัดส่วนรายได้ที่เกี่ยวข้องกับ AI & Data center 57% ของยอดขาย มี GPM 27.3% +50bps QoQ มาจาก Product mix ดีขึ้นและประโยชน์จากค่าเงินบาทอ่อนค่า แต่เป็นภาพการฟื้นตัวจำกัด ต้นทุนที่สูงขึ้น และการตั้งค่าเผื่อสินค้าฯ ในภาวะปัจจุบันบริษัทจำเป็นต้องกักตุนสินค้าเพื่อรองรับต่อคำสั่งซื้อและภาพลูกค้าชะลอการดึงสินค้าจาก Hub โดยจากมีสินค้าประเภทอื่น อาทิ หน่วยความจำที่ยังขาดตลาดและการเปลี่ยนดีไซน์มายัง GPU รุ่นใหม่จะยังทำให้เห็นสินค้าคลังของบริษัทอยู่ระดับสูงต่อไปอีก 1-2 ไตรมาส

ลงทุนไปตามวงจรของบริษัท เรามองในมุมของกำไรได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วใน ไตรมาส 2/69 แต่ราคาหุ้นอาจยังไม่โดดเด่นในระยะสั้นจาก GPM ฟื้นตัวได้ช้า สถานการณ์การกักตุนสินค้าคาดว่าจะเริ่มเบาบางลงตั้งแต่ ไตรมาส 1/70 จะทำให้เริ่มกลับมาได้ประโยชน์จากการกลับรายการค่าเผื่อฯ ณ ไตรมาสที่มีการส่งมอบ ทำให้ GPM และกำไรสูงกว่าระดับปกติ โดยเหตุการณ์นี้เป็นวงจรของบริษัทที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว แนะนำลงทุนไปตามวงจรของบริษัทซึ่ง คาดประโยชน์ของการกลับรายการจะเห็นได้ชัดขึ้นในช่วงปีหน้า เราปรับ P/E ลงมาที่ 105 เท่า AVG 1Y-1.5S.D. ปรับราคาพื้นฐานปี 2570 ลงมาเป็น 313.00 บาท คงคำแนะนำ “ซื้อ”

โดย วรินทร ศิรินอก/รัชดา คงขุนเทียน

ข่าวล่าสุด