SMO คงเป้ารายได้ปี 69 เดินเครื่องเต็มที่ทุกโรงงานรับโค้งท้าย รุกส่งออกอินเดีย-ต่อยอดลงทุน CPKO สร้างฐานรายได้ระยะยาว

บมจ.กลุ่มสมอทอง [SMO] ย้ำเป้ารายได้ปี 2569 เติบโต เดินเครื่องผลิตเต็มที่ทุกโรงงาน พร้อมจัดซื้อวัตถุดิบทุกสาขาตามแผน คาดผลงานไตรมาส 4/69 ดีขึ้นจากไตรมาสก่อน รับผลปาล์มทยอยเข้าสู่ตลาดและโอกาสเพิ่มส่งออกอินเดีย มองมาตรการรัฐลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล B20 ช่วยจูงใจการใช้ไบโอดีเซล หนุนโอกาสเพิ่มความต้องการน้ำมันปาล์มดิบและการจำหน่ายของบริษัทฯ พร้อมเดินหน้าโครงการ CPKO และ Green Project คาดเริ่มดำเนินการปี 2570 เสริมฐานเติบโตระยะยาว

นายกิตติพงษ์ พวงมาลา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร SMO เปิดเผยว่า บริษัทฯ ยังคงเป้าหมายรายได้ปี 2569 เติบโต โดยปัจจุบันโรงงานทุกแห่งเดินเครื่องผลิตอย่างเต็มที่ และการจัดซื้อวัตถุดิบทุกสาขาเป็นไปตามแผน พร้อมรองรับผลผลิตปาล์มที่คาดว่าจะทยอยเข้าสู่ตลาดเพิ่มขึ้นในไตรมาส 4/69 จึงประเมินว่าผลการดำเนินงานในไตรมาสสุดท้ายจะมีทิศทางดีขึ้นจากไตรมาส 3/69 จากความพร้อมด้านการผลิต การจัดหาวัตถุดิบ และโอกาสขยายตลาดส่งออก

สำหรับความพร้อมด้านการผลิต โรงงานสาขาพนมได้เริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ภายหลังขยายกำลังการผลิตจาก 75 ตัน เป็น 150 ตันผลปาล์มสดต่อชั่วโมง ขณะที่โรงงานของบริษัท เอ แอล ปาล์ม จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อย เพิ่มกำลังการผลิตจาก 60 ตัน เป็น 75 ตันผลปาล์มสดต่อชั่วโมง ส่งผลให้ ณ สิ้นไตรมาส 2/69 กลุ่มบริษัทมีกำลังการผลิตติดตั้งรวมเพิ่มขึ้นเป็น 345 ตันผลปาล์มสดต่อชั่วโมง จากเดิม 255 ตันผลปาล์มสดต่อชั่วโมง หรือเพิ่มขึ้น 35.29% ช่วยเสริมศักยภาพรองรับวัตถุดิบและความต้องการของคู่ค้า

บริษัทฯ ยังคงมุ่งผลักดันรายได้ปี 2569 ให้เติบโตตามเป้าหมาย เราให้ความสำคัญกับการบริหารจัดซื้อ การผลิต และการจำหน่ายให้สอดคล้องกัน เพื่อรองรับผลปาล์มที่เข้าสู่ตลาดและตอบสนองความต้องการของคู่ค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศ

ด้านภาพรวมอุตสาหกรรม บริษัทฯ มองว่านโยบายภาครัฐที่สนับสนุนเชื้อเพลิงชีวภาพอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะไบโอดีเซล เป็นปัจจัยบวกต่อความต้องการใช้น้ำมันปาล์มในระยะยาว สอดคล้องกับแนวทางเพิ่มการพึ่งพาพลังงานภายในประเทศ และลดการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงท่ามกลางความผันผวนของตลาดพลังงานโลก รวมถึงการทบทวนแผนรองรับวิกฤตการณ์ด้านน้ำมันเชื้อเพลิงและแผนยุทธศาสตร์กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2569-2572 ให้เหมาะสมกับสถานการณ์

แม้ปัจจุบันปริมาณการใช้ไบโอดีเซลยังทรงตัวตามภาวะเศรษฐกิจและการบริโภคภายในประเทศ แต่บริษัทฯ เชื่อว่าความต่อเนื่องของนโยบายจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้ประกอบการ และสนับสนุนโอกาสขยายความต้องการใช้ไบโอดีเซลในอนาคต ขณะที่ด้านวัตถุดิบ บริษัทฯ คาดว่าปริมาณฝนที่เหมาะสมจะช่วยให้ผลผลิตปาล์มในพื้นที่จัดหาวัตถุดิบทยอยกลับเข้าสู่ภาวะปกติ และสนับสนุนปริมาณผลปาล์มเข้าสู่โรงงานในช่วงไตรมาสสุดท้าย

ส่วนตลาดส่งออก บริษัทฯ มองเห็นโอกาสเพิ่มการจำหน่ายไปยังอินเดีย ซึ่งเป็นตลาดส่งออกหลัก ภายหลังการปรับลดภาษีนำเข้าน้ำมันปาล์ม โดยคาดว่าการส่งออกไปยังตลาดดังกล่าวในไตรมาส 4/69 มีโอกาสเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน พร้อมติดตามนโยบายเพิ่มสัดส่วนการใช้ไบโอดีเซล B50 ของอินโดนีเซีย ซึ่งหากดำเนินการอาจเพิ่มการใช้น้ำมันปาล์มภายในประเทศและลดปริมาณส่งออกสู่ตลาดโลก จึงอาจเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยขยายการส่งออกเพื่อรองรับความต้องการของประเทศคู่ค้า

อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ยังคงติดตามความผันผวนของราคาวัตถุดิบอย่างใกล้ชิด โดยราคาน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) ที่เริ่มอ่อนตัวลงจากไตรมาสก่อน อาจส่งผลกดดันต่อส่วนต่างราคาและอัตรากำไร หากราคาผลปาล์มปรับตัวไม่สอดคล้องกัน โดยเฉพาะในช่วงวัตถุดิบเข้าสู่ตลาดลดลงหรือมีการแข่งขันรับซื้อเพิ่มขึ้น บริษัทฯ จึงเน้นวางแผนจัดซื้อและจำหน่ายให้เหมาะสม ควบคู่กับการบริหารต้นทุนและประสิทธิภาพการผลิต

ขณะเดียวกัน ความแปรปรวนของสภาพอากาศ ทั้งฝนทิ้งช่วงและฝนตกหนักต่อเนื่อง อาจกระทบปริมาณผลผลิต การเก็บเกี่ยว และการขนส่งผลปาล์มเข้าสู่โรงงาน ทำให้วัตถุดิบในบางช่วงแตกต่างจากที่คาดการณ์ บริษัทฯ จึงติดตามสถานการณ์ในแต่ละพื้นที่เพื่อปรับแผนให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริง โดยปัจจุบันการจัดซื้อวัตถุดิบทุกสาขายังคงเป็นไปตามแผน

สำหรับการสร้างฐานเติบโตระยะยาว SMO เดินหน้าลงทุนโครงการโรงงานผลิตน้ำมันเมล็ดในปาล์ม (CPKO) กำลังการผลิต 300 ตันต่อวัน และโครงการติดตั้งเครื่องระเหยน้ำเสีย (Evaporator) ภายใต้โครงการ Green Project ขนาดรองรับน้ำเสีย 400 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน ณ สาขาพนม จังหวัดสุราษฎร์ธานี คาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จและพร้อมเริ่มดำเนินการในปี 2570 เพื่อสร้างโอกาสเติบโตใหม่ หรือ New S-Curve และต่อยอดห่วงโซ่อุตสาหกรรมปาล์มสู่ผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่ม

บริษัทฯ ประเมินว่า เมื่อโรงงาน CPKO เมื่อเปิดดำเนินการเต็มรูปแบบจะช่วยสร้างรายได้เพิ่มเติมมากกว่า 1,000 ล้านบาทต่อปี รองรับความต้องการวัตถุดิบในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ อุตสาหกรรมโอเลโอเคมิคอล อุตสาหกรรมอาหาร เครื่องสำอาง สบู่ ผงซักฟอก และผลิตภัณฑ์เคมีชีวภาพต่างๆ ช่วยขยายฐานลูกค้าและเพิ่มโอกาสทางธุรกิจในระยะยาว ทั้งนี้ บริษัทฯ มีกำหนดนำส่งงบการเงินไตรมาส 3/69 ในเดือนพฤศจิกายนนี้ ส่วนแนวโน้มกำไรทั้งปีจะประเมินจากผลการดำเนินงานในช่วงที่เหลือของปี

นายกิตติพงษ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า มาตรการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันเชื้อเพลิงของภาครัฐ ระหว่างวันที่ 28 ตุลาคม 2569 ถึงวันที่ 27 มกราคม 2570 เป็นอีกปัจจัยสนับสนุนอุตสาหกรรมพลังงานชีวภาพ โดยเฉพาะการลดภาษีน้ำมันดีเซล B20 ซึ่งช่วยเพิ่มแรงจูงใจในการเลือกใช้เชื้อเพลิงที่มีส่วนผสมของไบโอดีเซล และมีโอกาสส่งผ่านผลบวกมายังความต้องการใช้น้ำมันปาล์มดิบ (CPO) ซึ่งเป็นวัตถุดิบในการผลิตไบโอดีเซล

สำหรับ SMO ในฐานะผู้ผลิตน้ำมันปาล์มดิบ บริษัทฯ มองว่าหากมาตรการดังกล่าวช่วยให้การใช้ B20 ขยายตัว จะเป็นโอกาสเพิ่มการจำหน่าย CPO ให้แก่ผู้ประกอบการในห่วงโซ่ไบโอดีเซล และสนับสนุนการใช้กำลังการผลิตของกลุ่มบริษัทที่ขยายเป็น 345 ตันผลปาล์มสดต่อชั่วโมง สอดคล้องกับความพร้อมของโรงงานทุกแห่งและการจัดซื้อวัตถุดิบทุกสาขาที่เป็นไปตามแผน จึงเป็นอีกแรงสนับสนุนต่อการผลักดันรายได้ปี 2569 ให้เติบโตตามเป้าหมาย