
ตลาดถ่านหินโลกกำลังเผชิญภาวะอุปทานตึงตัว หลังการผลิตเพิ่มขึ้นไม่ทันความต้องการใช้ที่ขยายตัวในเอเชีย ขณะที่ข้อจำกัดด้านการผลิตและราคาก๊าซธรรมชาติที่สูงขึ้นยิ่งหนุนให้ผู้ผลิตไฟฟ้าหันมาใช้ถ่านหินมากขึ้น โดยนักวิเคราะห์จากแบงก์ออฟอเมริกา (BofA) คาดว่า ปัจจัยเหล่านี้จะช่วยผลักดันราคาถ่านหินสำหรับผลิตไฟฟ้าให้ปรับตัวสูงขึ้นในช่วงฤดูหนาวนี้
ราคาถ่านหิน Newcastle ซึ่งเป็นราคาอ้างอิงของถ่านหินให้ความร้อนจากออสเตรเลีย ปรับตัวขึ้นแล้ว 40% นับตั้งแต่ต้นปี มาอยู่ที่ประมาณ 150 ดอลลาร์สหรัฐต่อตันเมตริก นับเป็นระดับสูงสุดในรอบ 2 ปี โดยได้แรงหนุนจากความต้องการบริโภคที่เพิ่มขึ้นและปริมาณถ่านหินที่ขนส่งทางเรือซึ่งมีจำกัด
BofA ประเมินว่า ราคาถ่านหิน Newcastle ยังมีโอกาสปรับขึ้นได้อีกมาก โดยหากราคาก๊าซธรรมชาติยังอยู่ในระดับปัจจุบัน ราคาถ่านหินอาจพุ่งสูงกว่า 350 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ก่อนที่จะสูญเสียความได้เปรียบด้านต้นทุนเมื่อเทียบกับก๊าซธรรมชาติ
ราคาก๊าซธรรมชาติที่สูงขึ้นมีส่วนกระตุ้นให้ผู้ผลิตไฟฟ้าในเอเชียหันมาใช้ถ่านหินแทน โดยความขัดแย้งในตะวันออกกลางทำให้อุปทานก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ตึงตัว ส่งผลให้ราคา JKM (Japan Korea Marker) ซึ่งเป็นดัชนีราคาอ้างอิงของก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่ซื้อขายในตลาดเอเชียปรับขึ้นเหนือระดับ 30 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านหน่วยความร้อนบริติช (MMBtu) และราคา TTF (Title Transfer Facility) ซึ่งเป็นดัชนีราคาอ้างอิงก๊าซธรรมชาติที่สำคัญของยุโรปพุ่งทะลุ 90 ยูโรต่อเมกะวัตต์ชั่วโมงในเดือนนี้
ด้านความต้องการใช้ถ่านหิน เกาหลีใต้เป็นประเทศที่มีการเติบโตสูงสุดในช่วงที่ผ่านมา ขณะที่ประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ในเอเชียอย่างเวียดนามและปากีสถานก็มีความต้องการเพิ่มขึ้นเช่นกัน เนื่องจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นทำให้ถ่านหินเป็นทางเลือกที่น่าสนใจมากกว่าเดิม
ขณะเดียวกัน จีนและอินเดีย ซึ่งเป็นผู้บริโภคถ่านหินรายใหญ่ที่สุดของโลก กำลังเผชิญข้อจำกัดด้านอุปทาน โดยจีนเพิ่มความเข้มงวดในการกำกับดูแลความปลอดภัยของเหมืองและควบคุมการผลิตที่มากเกินไป ส่งผลให้การเพิ่มผลผลิตภายในประเทศทำได้จำกัด แม้บริษัทสาธารณูปโภคกำลังเตรียมสำรองถ่านหินเพื่อรองรับความต้องการในช่วงฤดูหนาว
ส่วนอินเดียมีผลผลิตถ่านหินต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ ขณะที่การผลิตไฟฟ้ายังคงอยู่ในระดับสูง ทำให้ปริมาณถ่านหินสำรองลดลง โดยสต็อกถ่านหินในโรงไฟฟ้าลดลงมากกว่า 60% จากระดับสูงสุดเมื่อเดือนมี.ค.
BofA คาดว่า การเร่งเติมสต็อกถ่านหินของจีนและอินเดียในช่วงต่อจากนี้จะช่วยเพิ่มความต้องการนำเข้าในอีกหลายเดือนข้างหน้า
นอกจากข้อจำกัดด้านการผลิตในประเทศผู้บริโภครายใหญ่แล้ว แหล่งส่งออกสำคัญก็เผชิญปัญหาเช่นกัน โดยอินโดนีเซียส่งออกถ่านหินลดลงหลังรัฐบาลปรับลดโควตาการผลิต ประกอบกับภัยแล้งที่กระทบต่อการขนส่งถ่านหิน
ขณะที่รัสเซียยังส่งออกถ่านหินได้อย่างจำกัดจากอุปสรรคด้านการเงินและโลจิสติกส์ อีกทั้งการโจมตีเรือขนส่งยังส่งผลให้การส่งออกจากท่าเรือในทะเลอาซอฟและทะเลดำต้องหยุดชะงัก
แม้ออสเตรเลีย สหรัฐฯ แอฟริกาใต้ และโคลอมเบีย จะเพิ่มการส่งออกเพื่อชดเชยปริมาณที่ขาดหายไปได้บางส่วน แต่ BofA เตือนว่า กำลังการส่งออกส่วนเกินที่มีอยู่อย่างจำกัด ทำให้ตลาดถ่านหินโลกยังคงเปราะบางและเสี่ยงได้รับผลกระทบหากเกิดการหยุดชะงักของอุปทานเพิ่มเติม
โดย กัลยาณี ชีวะพานิช





