
ไบแนนซ์ (Binance) แพลตฟอร์มซื้อขายคริปโทเคอร์เรนซีรายใหญ่ที่สุดของโลก ประกาศในวันอาทิตย์ (1 พ.ย.) ว่า บริษัทได้เปิดให้ลูกค้าสามารถถอนสินทรัพย์ดิจิทัลได้แล้วในขณะนี้ พร้อมยืนยันว่าบริษัทได้จัดหาเงินทุนมาชดเชยสินทรัพย์ที่ถูกขโมยไปแล้วถึง 90%
ทั้งนี้ ไบแนนซ์ได้ถูกโจรกรรมสินทรัพย์มูลค่าสูงถึง 6.3 พันล้านดอลลาร์ นับเป็นเหตุการณ์โจรกรรมที่มีมูลค่าสูงที่สุดเท่าที่เคยเกิดขึ้นในอุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัล โดยหลังจากเกิดเหตุดังกล่าว ไบแนนซ์ได้ประกาศระงับการถอนสินทรัพย์ทั้งหมดเมื่อวันศุกร์ (30 ต.ค.)
ไบแนนซ์ระบุบนแพลตฟอร์ม X ในวันอาทิตย์ว่า เครือข่ายที่เปิดให้บริการถอนสินทรัพย์ได้แก่เครือข่ายบิตคอยน์ ($BTC Bitcoin Network) ตลอดจนเครือข่ายอีเธอเรียม (Ethereum Network) และ BNB Smart Chain
นอกจากนี้ ไบแนนซ์ยืนยันว่า บริษัทสามารถจัดหาเงินทุนมาชดเชยสินทรัพย์ดิจิทัลที่ถูกขโมยไปได้แล้วถึง 90% หลังเกิดเหตุการณ์โจรกรรมเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (29 ต.ค.) ส่วนสินทรัพย์ที่เหลืออีก 10% ประกอบด้วยโทเคนที่อยู่นอกกลุ่ม Top 10 ซึ่งมีสภาพคล่องต่ำกว่า ซึ่งหมายความว่าทางบริษัทอาจต้องใช้เวลานานขึ้นในการจัดหาสินทรัพย์เพื่อชดเชยมูลค่าที่ถูกโจรกรรมไปอย่างเต็มจำนวน
ด้านสำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐฯ (FBI) ระบุว่า เกาหลีเหนือคือผู้อยู่เบื้องหลังการโจรกรรมสินทรัพย์ของไบแนนซ์ในครั้งนี้ ซึ่งสอดคล้องกับที่บริษัทวิเคราะห์ข้อมูลบล็อกเชน 3 แห่ง ได้แก่ TRM Labs, Chainalysis และ Elliptic ต่างระบุว่า เกาหลีเหนืออยู่เบื้องหลังการโจมตีครั้งนี้
TRM ระบุว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับไบแนนซ์ในครั้งนี้ ถือเป็นการขโมยคริปโทเคอร์เรนซีครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่มีการบันทึกไว้ โดยสินทรัพย์ที่ถูกขโมยมีหลายประเภท ทั้งบิตคอยน์, อีเธอร์ และเหรียญ Stablecoin ที่มีเงินดอลลาร์สหรัฐหนุนหลัง ได้แก่ USDT และ USDC
ความเคลื่อนไหวล่าสุดนี้ทำให้นักลงทุนกลับมาวิตกกังวลเกี่ยวกับช่องโหว่ด้านความปลอดภัยในอุตสาหกรรมคริปโทฯ ซึ่งเคยถูกเจาะระบบครั้งใหญ่มาอย่างต่อเนื่องในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยในปี 2568 แพลตฟอร์มซื้อขายคริปโทฯ Bybit เคยถูกโจรกรรมเป็นมูลค่าราว 1.5 พันล้านดอลลาร์ ขณะที่บริษัทคู่แข่งอย่าง Bitget เพิ่งสูญเสียสินทรัพย์ดิจิทัลมูลค่ากว่า 350 ล้านดอลลาร์จากการโจรกรรมทางไซเบอร์เมื่อไม่นานมานี้
โดย รัตนา พงศ์ทวิช





