ใกล้เข้ามาแล้วสำหรับการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐอเมริกาซึ่งจะจัดขึ้นในวันอังคารที่ 3 พ.ย. โดยการเลือกตั้งครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางแรงกดดันทางเศรษฐกิจและการเมืองภายในประเทศ ตลอดสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางซึ่งสหรัฐฯ มีส่วนในการจุดชนวนขึ้น รวมทั้งกระแสความวิตกกังวลเกี่ยวกับมาตรการภาษีศุลกากรที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เปิดศึกรีดเงินภาษีจากประเทศทั่วโลก ด้วยเหตุนี้ ผลการเลือกตั้งดังกล่าวจึงถูกจับตาอย่างใกล้ชิด เพราะไม่เพียงแต่จะชี้ชะตาการเมืองและเศรษฐกิจในสหรัฐฯ เท่านั้น แต่ยังสามารถกำหนดทิศทางเศรษฐกิจและภูมิทัศน์ทางการเมืองของโลกด้วย
การเลือกตั้งกลางเทอมคืออะไร
การเลือกตั้งกลางเทอมเกิดขึ้นในช่วงกึ่งกลางของวาระ 4 ปีในการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี กล่าวคือ 2 ปีหลังการเลือกตั้งประธานาธิบดีซึ่งครั้งหลังสุดจัดขึ้นเมื่อปี 2567 โดยการเลือกตั้งกลางเทอมในปีนี้เป็นการเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 435 ที่นั่ง และสมาชิกวุฒิสภา 35 ที่นั่ง จากทั้งหมด 100 ที่นั่ง โดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะมีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละ 2 ปี ส่วนวุฒิสมาชิกมีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละ 6 ปี
แม้ว่าประธานาธิบดียังคงดำรงตำแหน่งต่อไปตามเดิม แต่ผลการเลือกตั้งกลางเทอมสามารถเปลี่ยนสมดุลอำนาจระหว่างทำเนียบขาวกับสภาคองเกรสได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยสภาคองเกรสมีอำนาจในการออกกฎหมาย อนุมัติงบประมาณ ตรวจสอบฝ่ายบริหาร ตลอดจนให้ความเห็นชอบต่อการแต่งตั้งบุคคลสำคัญในรัฐบาลและตุลาการ ด้วยเหตุนี้ การเลือกตั้งกลางเทอมจึงถูกมองว่าเป็นเสมือนการลงประชามติเพื่อตัดสินตัวประธานาธิบดี ยิ่งคะแนนนิยมของประธานาธิบดีต่ำ พรรคของประธานาธิบดีก็มีความเสี่ยงสูงที่จะสูญเสียที่นั่งในสภา
ประวัติศาสตร์การเมืองสหรัฐฯ บ่งชี้ว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งมักต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลง พรรคของประธานาธิบดีจึงมักสูญเสียที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎรในการเลือกตั้งกลางเทอม โดยเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในการเลือกตั้งกลางเทอม 20 ครั้ง จาก 22 ครั้งที่ผ่านมานับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2481 จึงกล่าวได้ว่าการเลือกตั้งกลางเทอมมักส่งผลกระทบเชิงลบต่อประธานาธิบดี
นอกจากนี้ ในวันที่ 3 พ.ย. ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะทำการเลือกตั้งผู้ว่าการรัฐ ซึ่งจัดขึ้นตามวาระปกติใน 36 รัฐ โดยในช่วงก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมครั้งนี้ พรรครีพับลิกันครองตำแหน่งผู้ว่าการรัฐอยู่ 26 รัฐจากทั้งหมด 50 รัฐ
จะเป็นอย่างไรหากรีพับลิกันสูญเสียเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร
ปัจจุบันพรรครีพับลิกันครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร โดยมีที่นั่ง 218 ที่นั่ง จากทั้งหมด 435 ที่นั่ง ขณะที่พรรคเดโมแครตมี 214 ที่นั่ง ส่วนในวุฒิสภา พรรครีพับลิกันมี 53 ที่นั่ง ขณะที่พรรคเดโมแครตมี 47 ที่นั่ง จากที่นั่งทั้งหมด 100 ที่นั่ง
สำหรับผลการเลือกตั้งกลางเทอมครั้งนี้ หากพรรครีพับลิกันสูญเสียเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร พรรคเดโมแครตจะมีอำนาจมากขึ้นในการเปิดการสอบสวนและตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล รวมถึงนโยบายของทรัมป์
ในขณะเดียวกัน หากพรรคเดโมแครตสามารถครองเสียงข้างมากในวุฒิสภาได้ ก็อาจขัดขวางการแต่งตั้งบุคคลสำคัญของประธานาธิบดี รวมถึงทำให้การผ่านกฎหมายของประธานาธิบดียากขึ้น ด้วยเหตุนี้ การเลือกตั้งกลางเทอมครั้งนี้จึงเป็นตัวกำหนดว่า สองปีสุดท้ายของทรัมป์จะเป็นช่วงที่รัฐบาลสามารถผลักดันนโยบายได้อย่างเต็มที่ หรือต้องเผชิญกับการตรวจสอบและการต่อรองกับสภาคองเกรส
เดโมแครตต้องได้กี่ที่นั่ง จึงจะครองอำนาจเบ็ดเสร็จในสภาคองเกรส
กระแสความไม่พอใจที่มีต่อทรัมป์และนโยบายของเขากำลังเป็นปัจจัยบวกสำหรับพรรคเดโมแครต โดยเฉพาะในประเด็นที่กระทบต่อชีวิตประจำวันของประชาชน เช่น ค่าครองชีพ เศรษฐกิจ สุขภาพ และนโยบายการค้า นอกจากนี้ เดโมแครตยังชูบทบาทการทำหน้าที่ตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจของรัฐบาลทรัมป์ หากพรรคสามารถพลิกกลับมาครองเสียงข้างมากในสภาคองเกรสได้
นอกจากการแข่งขันเพื่อชิงที่นั่งในสภาคองเกรสแล้ว เดโมแครตยังทุ่มทรัพยากรให้กับการเลือกตั้งผู้ว่าการรัฐ โดยเฉพาะในรัฐที่รีพับลิกันครองอยู่ เช่น จอร์เจีย โอไฮโอ ไอโอวา และเนวาดา โดยการแข่งขันชิงตำแหน่งผู้ว่าการรัฐมีความสำคัญต่อยุทธศาสตร์ระยะยาวของทั้งสองพรรค เนื่องจากรัฐบาลระดับรัฐมีอำนาจกำหนดนโยบาย กฎหมาย และโครงสร้างการเลือกตั้งในหลายด้าน ซึ่งอาจส่งผลต่อสมรภูมิการเมืองในอนาคต
แต่การจะครองที่นั่งอย่างเบ็ดเสร็จในทั้งสองสภานั้น พรรคเดโมแครตจำเป็นต้องได้ที่นั่งเพิ่มขึ้นสุทธิอย่างน้อย 4 ที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎร จากปัจจุบัน 214 เป็น 218 ที่นั่ง เพื่อครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรที่มีทั้งหมด 435 ที่นั่ง
ส่วนในวุฒิสภา พรรคเดโมแครตจำเป็นต้องได้ที่นั่งเพิ่มขึ้นสุทธิอย่างน้อย 4 ที่นั่งเช่นกัน เพื่อให้พรรคเดโมแครตและพันธมิตร ซึ่งขณะนี้ครอง 47 ที่นั่ง มีที่นั่งเพิ่มขึ้นเป็น 51 ที่นั่ง เพื่อครองเสียงข้างมากในวุฒิสภาที่มีทั้งหมด 100 ที่นั่ง
หากพรรคเดโมแครตสามารถครองเสียงข้างมากได้ทั้งในวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎรจากการเลือกตั้งกลางเทอมครั้งนี้ จะส่งผลกระทบอย่างมากต่อการดำเนินนโยบายของทรัมป์ในช่วง 2 ปีที่เหลือของการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี
เริ่มนับคะแนนกี่โมง รัฐไหนนับก่อน
การนับคะแนนจะเริ่มในช่วงค่ำวันอังคาร โดยผลคะแนนจะค่อย ๆ ทยอยออกมา ซึ่งต่อไปนี้คือเวลาที่รัฐต่าง ๆ จะเริ่มทำการนับคะแนน โดยเรียงตามเวลาการปิดหีบเลือกตั้ง
1. จอร์เจีย อินเดียนา เคนทักกี เซาท์แคโรไลนา เวอร์จิเนีย และเวอร์มอนต์ จะเป็นกลุ่มรัฐที่เริ่มมีการนับคะแนนก่อน ในเวลา 19.00 น. ในวันอังคารตามเวลาสหรัฐฯ หรือตรงกับเวลา 07.00 น. ของวันพุธที่ 4 พ.ย. ตามเวลาไทย
2. นอร์ทแคโรไลนา โฮไอโอ และเวสต์เวอร์จิเนีย นับคะแนนเวลา 19.30 น. ในวันอังคารตามเวลาสหรัฐฯ หรือตรงกับเวลา 07.30 น. ของวันพุธที่ 4 พ.ย. ตามเวลาไทย
3. แอละแบมา คอนเนตทิคัต เดลาแวร์ ฟลอริดา อิลลินอยส์ เมน แมริแลนด์ แมสซาชูเซตส์ มิสซิสซิปปี มิสซูรี นิวแฮมเชียร์ นิวเจอร์ซีย์ โอคลาโฮมา เพนซิลเวเนีย โรดไอแลนด์ เทนเนสซี และวอชิงตัน ดีซี นับคะแนนเวลา 20.00 น. ในวันอังคารตามเวลาสหรัฐฯ หรือตรงกับเวลา 08.00 น. ของวันพุธที่ 4 พ.ย. ตามเวลาไทย
4. อาร์คันซอ นับคะแนนเวลา 20.30 น. ในวันอังคารตามเวลาสหรัฐฯ หรือตรงกับเวลา 08.30 น. ของวันพุธที่ 4 พ.ย. ตามเวลาไทย
5. แอริโซนา โคโลราโด ไอโอวา แคนซัส ลุยเซียนา มิชิแกน มินนิโซตา เนบราสกา นิวเม็กซิโก นิวยอร์ก นอร์ทดาโคตา เซาท์ดาโคตา เท็กซัส วิสคอนซิน และไวโอมิง นับคะแนนเวลา 21.00 น. ในวันอังคารตามเวลาสหรัฐฯ หรือตรงกับเวลา 09.00 น. ของวันพุธที่ 4 พ.ย. ตามเวลาไทย
6. มอนแทนา เนวาดา และยูทาห์ นับคะแนนเวลา 22.00 น. ในวันอังคารตามเวลาสหรัฐฯ หรือตรงกับเวลา 10.00 น. ของวันพุธที่ 4 พ.ย. ตามเวลาไทย
7. แคลิฟอร์เนีย ไอดาโฮ โอเรกอน และวอชิงตัน นับคะแนนเวลา 23.00 น. ตามเวลาสหรัฐฯ หรือตรงกับเวลา 11.00 น. ของวันพุธที่ 4 พ.ย. ตามเวลาไทย
8. ฮาวาย นับคะแนนเวลา 24.00 น. ในวันอังคารตามเวลาสหรัฐฯ หรือตรงกับเวลา 12.00 น. ของวันพุธที่ 4 พ.ย. ตามเวลาไทย
9. อะแลสกา นับคะแนนเวลา 01.00 น. ในวันพุธที่ 4 ตามเวลาสหรัฐฯ หรือตรงกับเวลา 13.00 น. ของวันพุธตามเวลาไทย
คาดเลือกตั้งกลางเทอมมีผลต่อตลาดการเงิน-พันธบัตรเทศบาล
นักลงทุนคาดการณ์ว่า ผลการเลือกตั้งกลางเทอมในวันอังคารนี้จะมีผลกระทบต่อตลาดการเงินเป็นวงกว้าง ซึ่งรวมถึงตลาดพันธบัตรเทศบาล (Municipal bonds) อย่างน้อยก็ในระยะใกล้นี้
การเลือกตั้งครั้งนี้มีความพิเศษกว่าทุกปี โดยมีการพ่วงข้อเสนอต่าง ๆ ลงบนบัตรลงคะแนนทั่วประเทศหลายรายการ ซึ่งอาจเปลี่ยนแปลงกฎหมายภาษี โดยประเด็นภาษีมีความสำคัญต่อนักลงทุนในตลาดพันธบัตรเทศบาล เพราะรายได้ที่ได้รับนั้นจะไม่ถูกรัฐบาลกลางหักภาษี รวมถึงปลอดภาษีจากรัฐบาลของมลรัฐด้วย หากผู้ถือพันธบัตรอาศัยอยู่ในมลรัฐที่ออกพันธบัตรนั้น
มาตรการภาษีที่เปิดให้ประชาชนลงมติในแต่ละพื้นที่นั้นมีความแตกต่างกัน โดยบางรัฐมุ่งเน้นการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี ขณะที่บางรัฐมุ่งเก็บภาษีเพิ่มจากผู้มีรายได้สูง ตัวอย่างเช่น ในรัฐแคลิฟอร์เนีย มีข้อเสนอประชามติที่รู้จักกันในชื่อ “ภาษีมหาเศรษฐี” (Billionaire Tax) ซึ่งจะจัดเก็บภาษีครั้งเดียวในอัตรา 5% ของความมั่งคั่งสำหรับผู้เสียภาษีที่มีสินทรัพย์อย่างน้อย 1 พันล้านดอลลาร์ นอกจากนี้ รัฐยังมีมาตรการที่จะทำให้การปรับขึ้นภาษีชั่วคราวกลายเป็นแบบถาวร สำหรับบุคคลที่มีรายได้เกิน 371,000 ดอลลาร์ต่อปี ซึ่งภาษีดังกล่าวนี้มีกำหนดหมดอายุในปี 2574
โดย รัตนา พงศ์ทวิช/กนิษฐ์นุช สิริสุทธิ์





