แฉพิรุธ “โซลาร์ภาคประชาชน” ล็อกสเปก-ถือหุ้นไขว้ ส่อเอื้อกลุ่มทุนใหญ่ ครม.เงาจี้ทบทวนกติกา-ยุติโครงการหากไม่โปร่งใส

พรรคประชาชน แฉโครงการ “โซลาร์ภาคประชาชน” วงเงิน 50,000 ล้านบาท ซ่อนเงื่อนไขค้ำประกันสูง กีดกัน SME ไทย พร้อมเปิดหลักฐานพบ 60 บริษัทใช้ที่อยู่จดทะเบียนซ้ำ และ 120 แห่งถือหุ้นไขว้ สุ่มเสี่ยงเอื้อกลุ่มทุนเครือข่ายและทุนต่างชาติกินหัวคิว จี้ รมว.คลัง ทบทวนและยุติโครงการทันทีหากไร้ความโปร่งใส

นายศุภโชติ ไชยสัจ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) กล่าวภายหลังประชุม ครม.เงาถึงข้อกังวลและข้อเรียกร้องให้ตรวจสอบความโปร่งใสในโครงการ ‘โซลาร์ภาคประชาชน’ ซึ่งมีความสุ่มเสี่ยงว่าเม็ดเงินงบประมาณจำนวนมหาศาลอาจตกไปอยู่ในมือของกลุ่มทุนเครือข่ายนักการเมืองเพียงไม่กี่กลุ่ม โดยระบุว่า โครงการ ‘โซลาร์ภาคประชาชน’ ที่รัฐบาลตั้งเป้าหมาย 1 ล้านหลังคาเรือน วงเงินรวม 50,000 ล้านบาท โดยรัฐบาลสนับสนุน 50,000 บาทต่อครัวเรือน เพื่อจูงใจให้ประชาชนติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้านนั้น เดิมถูกโฆษณาไว้อย่างสวยหรูว่าจะสร้างเสรีภาพทางพลังงานและไม่มีการล็อกโควตา

อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติกลับพบความไม่ชอบมาพากลอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเงื่อนไขการให้ผู้ประกอบการวางเงินประกันผลงานกว่า 60,000 บาทต่อหลัง ส่งผลให้บริษัทรายย่อยและเอสเอ็มอีไทยถึง 60-70% ต้องจำใจถอนตัวออกไปเพราะไม่สามารถแบกรับภาระทางการเงินได้ เหลือบริษัทที่ยังอยู่ในโครงการเพียง 30% หรือประมาณ 100 กว่ารายชื่อเท่านั้น

ทั้งนี้ จากการตรวจสอบรายชื่อบริษัทที่เหลืออยู่ พบข้อพิรุธและพฤติการณ์ที่น่าสงสัยในลักษณะเอื้อประโยชน์กลุ่มทุนใหญ่อย่างเห็นได้ชัด คือ 

1. มีบริษัทมากกว่า 60 แห่ง ที่ผ่านเกณฑ์ แต่กลับจดทะเบียนระบุที่อยู่สำนักงานแห่งเดียวกัน

2. มีบริษัทมากกว่า 120 แห่ง ที่มีรายชื่อกรรมการและผู้ถือหุ้นไขว้กันไปมา โดยใช้คนในตระกูลและนามสกุลเดียวกันซ้ำ ๆ เปรียบเสมือนการใช้ ‘วิชาแยกร่าง’ เพื่อปิดกั้นการแข่งขันที่เสรี

3. มีรายงานและกระแสข่าวการเรียกเก็บค่าหัวคิวเฉลี่ยรายละประมาณ 30,000 บาท

นายศุภโชติ กล่าวว่า พฤติการณ์เหล่านี้สะท้อนว่ารัฐบาลกำลังปล่อยให้เงินกู้ 50,000 ล้านบาท ของประชาชน ถูกใช้ไปเพื่ออุปถัมภ์ประโยชน์ของคนบางกลุ่ม พรรคปชน. จึงเรียกร้องให้รัฐบาลตอบคำถามและข้อสงสัยของสังคมให้ชัดเจน หากยังไม่สามารถให้ความมั่นใจกับสังคมได้ ตนก็ขอเรียกร้องโดยตรงไปยัง นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ให้หยุดดำเนินโครงการและยกเลิกโครงการนี้ทันที  

ด้าน นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคปชน. กล่าวว่า โครงการด้านพลังงานหมุนเวียนของรัฐบาลที่มีมูลค่ารวมกันนับแสนล้านบาทนั้น ท้ายที่สุดแล้วกำลังกลายเป็นการกู้เงินมาเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของทุนต่างชาติ โดยเฉพาะทุนจีน และช่วยนายหน้าฝ่ายไทยกินส่วนต่างหัวคิว มากกว่าที่จะเป็นการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานและผู้ประกอบการไทย ทั้งที่ประเทศไทยมีศักยภาพในการพัฒนาเทคโนโลยีด้านพลังงานสะอาดด้วยตัวเอง

อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยควรใช้โอกาสจากเม็ดเงินแสนล้านนี้มาสร้างความมั่นคงในอุตสาหกรรมในประเทศ เช่น การพัฒนาโครงข่ายอัจฉริยะ (Smart Grid) การผลิตมิเตอร์อัจฉริยะ (Smart Meter) รวมถึงระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS)

นายวีระยุทธ กล่าวว่า รัฐบาลไม่ควรดีแต่ลมปากในการประกาศนโยบายสนับสนุนผู้ประกอบการไทยและเทคโนโลยีไทย แต่ในทางปฏิบัติกลับเขียนกติกาและเงื่อนไขเวลาบีบรัดจนคนไทยไม่สามารถแข่งขันได้

พรรคประชาชนจึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนและแก้ไขกติกาเพื่อส่งเสริมผู้ผลิตในประเทศอย่างจริงจัง ป้องกันไม่ให้งบประมาณแสนล้านบาทต้องรั่วไหล และกลายเป็นเครื่องมือกดทับขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศในระยะยาว หากรัฐบาลไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเงินกู้ทุกบาทตกถึงมือประชาชนและกระจายสู่ผู้ประกอบการไทยอย่างเป็นธรรม ก็ควรยุติโครงการเรือธงนี้ทันที

โดย ปภัสสร องค์พิเชฐเมธา/รัชดา คงขุนเทียน