
นายพิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร กล่าวถึงการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐในวันที่ 3 พ.ย.ว่า ตลาดคาดพรรคริพับลิกันมีแนวโน้มสูญเสียเสียงข้างมากในสภา ทำให้ประธานาธิบดีทรัมป์ขาดเสียงสนับสนุนแบบเต็มที่ หรืออำนาจในการออกกฎหมายผ่านสภา จึงไม่สามารถผลักดันนโยบายหรือกฎหมายเศรษฐกิจขนาดใหญ่ เช่น การลดภาษีครั้งใหญ่ (One Big Beautiful Tax Cut) เหมือนในช่วงสองปีแรกได้ โดยทรัมป์จะต้องหันไปพึ่งพาเพียง อำนาจบริหารในการดำเนินนโยบายแทน
ขณะเดียวกัน ความเสี่ยง Government Shutdown & Debt Ceiling การผ่านงบประมาณทำได้ยากขึ้นเมื่อไม่มีสภาซัพพอร์ต จึงนำไปสู่ความเสี่ยงเรื่องการปิดหน่วยงานรัฐบาล และปัญหาเพดานหนี้ บ่อยครั้งขึ้น อย่างไรก็ดี ถูกมองว่าเป็นเพียงปัจจัยกดดันระยะสั้นที่เกิดขึ้นเป็นประจำ แต่หากพรรครีพับลิกันแพ้เสียงทั้งสภาบนและสภาล่าง อาจเพิ่มความเสี่ยงเรื่องกระบวนการถอดถอน (Impeachment) การจำกัดการปฏิบัติการทางทหาร การประกาศสงครามใหญ่ทำไม่ได้เลยเนื่องจากต้องได้รับการอนุมัติจากสภาคองเกรส
อย่างไรก็ดี เชื่อว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ ยังคงสามารถดำเนินมาตรการทางการค้าหรือบีบให้ประเทศต่างๆ บรรลุข้อตกลงการค้าต่างตอบแทน (Reciprocal Trade Agreement) ได้โดยไม่ต้องผ่านสภา เพราะใช้อำนาจผ่าน USTR และมาตรา 301 ส่วนการกำกับดูแล AI (AI Regulation) เนื่องจากฝั่งรีพับลิกันสนับสนุนการลดการควบคุม ทรัมป์อาจหันไปโฟกัสการผ่อนคลายกฎระเบียบในอุตสาหกรรม AI เป็นหลัก เพราะใช้อำนาจบริหารดำเนินการได้โดยตรง
นายพิพัฒน์ กล่าวว่ ภาวะดอกเบี้ยที่ยังทรงตัวสูงบวกกับเศรษฐกิจที่เริ่มชะลอตัวจะสร้างความผันผวนให้แก่ตลาดหุ้นโลก นำไปสู่ภาวะลดความเสี่ยงของนักลงทุน ซึ่งส่งผลให้เงินทุนไหลออกจากตลาดหุ้นทั่วโลก รวมถึงตลาดเกิดใหม่และประเทศไทย
ขณะที่เศรษฐกิจไทยอยู่ในภาวะ K-Shaped Recovery อาจได้รับผลกระทบ ซึ่งคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจะเติบโตราว 2.5% โดยจะเกิดการฟื้นตัวที่เหลื่อมล้ำและแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงระหว่าง 2 ภาคส่วน
- ฝั่ง K-ขาบน ภาคส่วนที่ขยายตัวได้ดีมาจากภาคการส่งออกที่ขยายตัวสูงถึง 18% และการลงทุนที่เกี่ยวเนื่องกับ AI Capex แต่ก็มีผลกระทบข้างเคียง จากการนำเข้า ในสัดส่วนที่สูง ส่งผลให้การนำเข้าเติบโตเร็วกว่าการส่งออก จนทำให้ประเทศไทยเริ่มพลิกกลับมาขาดดุลการค้า ตัวเลขเศรษฐกิจรวมที่ปรับตัวดีขึ้น ส่วนใหญ่เป็นการสะท้อนผลการดำเนินงานจากฝั่ง K-ขาบนนี้เป็นหลัก
- ฝั่ง K-ขาล่าง ภาคส่วนที่ยังชะลอตัวและเผชิญความยากลำบาก กลุ่มอุตสาหกรรมครอบคลุมภาคส่วนสำคัญหลายกลุ่ม เช่น อุตสาหกรรมรถยนต์, ปิโตรเคมี, เครื่องใช้ไฟฟ้า, การก่อสร้าง, ตลาดอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงภาคการท่องเที่ยวที่ยังคงได้รับผลกระทบ
ส่วนผลกระทบต่อภาคประชาชน จากการที่ภาคอุตสาหกรรมฐานกว้างยังชะลอตัว ทำให้คนส่วนใหญ่ในประเทศยังคงรู้สึกว่าภาวะเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัว เรื่องที่น่ากังวลสำคัญที่สุด คือ การบริโภคภายในประเทศเริ่มขยายตัวช้าลง ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันการฟื้นตัวในระยะถัดไป
อย่างไรก็ตาม จากที่สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) จะมีการปรับสูตรการคำนวณ GDP ปีนี้ ด้วยการนำตัวเลข MPI เข้ามาคำนวณใหม่ คาดว่าจะเพิ่ม GDP มาได้ 0.2-0.5% มาเป็น 2.7-2.9% โดยน่าจะเริ่มใช้ในการคำนวณ GDP ไตรมาส 3/69 ที่จะประกาศในวันที่ 16 พ.ย.69
สำหรับผลกระทบต่อกลยุทธ์การเลือกหุ้นแนะนำให้สับเปลี่ยนไปเน้น กลุ่มปลอดภัย (Defensive Stocks) ที่มีแรงหนุนระยะยาว ได้แก่ กลุ่มธนาคาร (ที่มี Capital Ratio แข็งแกร่ง), กลุ่ม Healthcare และ กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม และเลือกถือทองคำในสัดส่วนเพียง 2-5% เพื่อป้องกันความเสี่ยงเงินเฟ้อระยะยาว พร้อมคงเป้าหมายดัชนี SET ปี 69 ที่ 1,680 จุด ระหว่างที่กำลังทบทวนเป้าหมายดังกล่าว
โดย เสาวลักษณ์ อวยพร





