บลจ.อเบอร์ดีน ชี้ตลาดหุ้นไทยระยะสั้นยังแกว่งไซด์เวย์ รับแรงกดดันจากปัจจัยต่างประเทศ ทั้งทิศทางบอนด์ยีลด์ การเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ และความกังวลฟองสบู่ AI แต่ส่งสัญญาณบวกในระยะยาวจากการเข้าสู่ “รอบการลงทุนใหม่ (Investment Cycle)” รับกระแสย้ายฐานการผลิตและเทรนด์ AI Adoption ชูกลยุทธ์เฟ้นหาหุ้นขนาดกลาง-เล็ก (Mid-Small Cap) ที่เติบโตได้เอง พร้อมยก “เงินปันผล” เป็นเสน่ห์ดึงดูดทุนต่างชาติ

นายณัฐนนท์ อรัณยกานนท์ Fund Manager , Asian Equities บลจ.อเบอร์ดีน เปิดเผยถึงมุมมองตลาดหุ้นไทยระยะสั้นว่าดัชนียังเคลื่อนไหวในทิศทางไซด์เวย์ เนื่องจากถูกปัจจัยกดดันจากภายนอก ทั้งทิศทางอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (บอนด์ยีลด์) รวมทั้งความกังวลเกี่ยวกับการลงทุนของหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ ทำให้การปรับตัวขึ้นยังจำกัด
สำหรับปัจจัยภายนอกที่ต้องจับตา ได้แก่ การเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ, ทิศทางนโยบายดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ซึ่งส่งผลต่อบอนด์ยีลด์ รวมถึงเทรนด์ของกลุ่มเทคโนโลยี AI แม้ว่าการลงทุนของกลุ่ม Hyperscaler อาจเริ่มมีอัตราการเติบโตที่ชะลอลงบ้างเนื่องจากฐานที่ใหญ่ขึ้น แต่ไม่ใช่สัญญาณของฟองสบู่แตกแต่อย่างใด และหากความกังวลเหล่านี้ไม่ได้นำไปสู่เหตุการณ์รุนแรงขั้นแตกหัก ภาพรวมการลงทุนก็ยังคงเป็นเทรนด์ที่น่าสนใจ
ทั้งนี้ ความต้องการของ AI ในปัจจุบันแตกต่างจากอุปสงค์คงค้าง (Pent-up Demand) ในช่วงโควิด-19 อย่างสิ้นเชิง โดยในช่วงโควิดเป็นเพียงภาวะชั่วคราวที่เกิดจากห่วงโซ่การผลิตชะงักงัน และเมื่อกลับมาผลิตได้ความต้องการก็จบลง แต่สำหรับเทรนด์ของ AI เป็นเรื่องของการนำเทคโนโลยีไปปรับใช้จริง (AI Adoption) ซึ่งความต้องการมีแต่จะเพิ่มสูงขึ้น จนส่งผลให้กำลังการผลิตในปัจจุบันอยู่ในภาวะตึงตัวและเต็มเพดาน ประเมินว่าความต้องการที่แข็งแกร่งนี้จะเป็นโอกาสสำคัญที่สร้างอานิสงส์เชิงบวกให้แก่กลุ่มธุรกิจอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องในห่วงโซ่อุปทาน
ในส่วนของปัจจัยภายในประเทศ ประเมินว่าผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนไตรมาส 2/69 ที่ผ่านมาถือว่าทำได้ค่อนข้างดี ไม่มีปัจจัยเชิงลบที่สร้างความประหลาดใจมากนัก แม้จะมีความกังวลเรื่องราคาพลังงานซึ่งอาจกระทบต่อผลการดำเนินงานอยู่บ้าง ทั้งนี้ หากภาพรวมงบไตรมาส 3/69 ยังสามารถเติบโตได้ คาดว่าดัชนีหุ้นไทยจะสามารถยืนระยะและแกว่งตัวอยู่ในกรอบ 1,500 – 1,600 จุดไปจนจบปีนี้ ขณะที่ภาพรวมเศรษฐกิจไทยยังคงฟื้นตัวแบบ K-Shape ส่วนปัญหาหนี้ครัวเรือนแม้จะลดลงบ้างแต่ก็ยังไม่ถือว่าแข็งแกร่งนัก อย่างไรก็ตาม ปัจจัยด้านการเมืองถือว่ามีเสถียรภาพมากขึ้นเมื่อเทียบกับอดีตที่ผ่านมา
หากประเมินความน่าสนใจของหุ้นไทยในปีหน้า ธีมการลงทุนที่เห็นชัดเจนคือ การย้ายฐานการผลิต (Supply Chain Relocation) แม้จะมีการพูดถึงธีมนี้มาหลายปี แต่เริ่มเห็นยอดคำสั่งซื้อเข้ามาอย่างชัดเจนในปีนี้ ประกอบกับเริ่มมีนักลงทุนต่างชาติสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับประเทศไทยเข้ามามากขึ้น ซึ่งอาจเป็นสัญญาณเริ่มต้นของการเข้าสู่ รอบการลงทุนใหม่ (Investment Cycle) ของประเทศ ซึ่งหากเกิดขึ้นจริง จะเป็นแรงส่งให้ SET Index ปรับตัวขึ้นได้ต่อ
ส่วนประเด็นเรื่องการตั้ง Data Center ในไทยนั้น แม้ระยะสั้นอาจจะยังไม่ได้สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจหรือการจ้างงานโดยตรงอย่างมหาศาล และยังต้องรอความชัดเจนจากนโยบายภาครัฐ แต่มองว่าประโยชน์ที่แท้จริงจะตกอยู่กับกลุ่มธุรกิจดั้งเดิม ที่นำเทคโนโลยี AI เข้ามาปรับใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ซึ่งจะทำให้บริษัทเหล่านั้นมีความน่าสนใจมากขึ้นในระยะยาว
สำหรับกลยุทธ์การลงทุนในช่วงนี้ แนะนำให้เน้นการเลือกหุ้นเป็นรายตัว โดยเฉพาะหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็ก (Mid-Small Cap) เนื่องจากหุ้นขนาดใหญ่ปรับตัวขึ้นไปสะท้อนมูลค่า (Valuation) ที่เหมาะสมแล้ว ทำให้มีอัพไซด์จำกัด นักลงทุนจึงเริ่มหมุนเงินกลับเข้าหาหุ้นขนาดกลาง-เล็ก ที่สามารถเติบโตได้ด้วยตัวเอง
นอกจากนี้ เสน่ห์ที่สำคัญที่สุดของตลาดหุ้นไทยในขณะนี้คือ เงินปันผล (Dividend) โดยบริษัทจดทะเบียนไทยให้ความสำคัญกับผลตอบแทนของผู้ถือหุ้นมากขึ้นอย่างชัดเจน ทั้งการซื้อหุ้นคืน รวมถึงการจ่ายเงินปันผลและปันผลพิเศษ ซึ่งเป็นแรงดึงดูดสำคัญสำหรับนักลงทุน
กลุ่มอุตสาหกรรมที่น่าสนใจ แนะนำดังนี้:
- กลุ่มธนาคารพาณิชย์ (แบงก์): มีความน่าสนใจจากผลตอบแทนเงินปันผล (Dividend Yield) ในระดับสูงขณะที่ความเสี่ยงเรื่องส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ปรับตัวลดลงมีจำกัด เนื่องจากประเมินว่า ธปท. ไม่มีความจำเป็นต้องรีบลดดอกเบี้ยเพิ่มเติม ด้านคุณภาพสินทรัพย์ (Asset Quality) ถือว่าควบคุมได้ดี เพราะธนาคารบริหารความเสี่ยงแบบระมัดระวัง (Conservative) นอกจากนี้ หากยอดสินเชื่อ (Loan Growth) กลับมาทรงตัวหรือเติบโตได้ในไตรมาส 4/69 ก็จะเป็นปัจจัยหนุนความเชื่อมั่นต่างชาติ และนำไปสู่การปรับเพิ่มมูลค่า (Valuation Re-rating) ได้
- กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ (เช่น KCE, HANA): แม้จะได้ประโยชน์จากกระแสย้ายฐานการผลิต แต่เนื่องจากราคาหุ้นปรับตัวขึ้นมาแรงตั้งแต่ต้นปี การถูกเทขายทำกำไรจึงเป็นเรื่องปกติ ระยะสั้นแนะนำให้ Wait & See รอให้ Valuation ย่อตัวลงมาอยู่ในระดับที่สมเหตุสมผลก่อนจึงค่อยพิจารณาเข้าสะสม
โดย วรินทร ศิรินอก





