NETBAY ปรับทัพลุย SaaS ชู Infrastructure of Trust รุกแพลตฟอร์มปลดล็อกสินเชื่อ SME ขยายฐานกลุ่มแบงก์-รพ.-ประกัน

NETBAY ปรับยุทธศาสตร์องค์กรรับมือความผันผวนทางเศรษฐกิจ โดยขยายบริการจากเอกสารใบขนสินค้าทางอากาศสู่การขนส่งทางบกและเรือ พร้อมนำเทคโนโลยี SaaS ต่อยอดสู่ธุรกิจประกันภัย โรงพยาบาล และกลุ่มการเงิน โดยมีเป้าหมายหลักคือการรุกกลุ่มธนาคารและการเงิน ที่เข้ามาเป็นตัวกลางยืนยันความถูกต้องของเอกสารหรือธุรกรรม เพื่อช่วยผู้ประกอบการ SME นำเข้า-ส่งออกในการอนุมัติสินเชื่อ นอกจากนี้ยังมุ่งสู่การเป็น “โครงสร้างพื้นฐานแห่งความน่าเชื่อถือ” (Infrastructure of Trust) 

นายฉัตรชัย ธนาฤดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร NETBAY เปิดเผยว่า ผลกระทบจากเศรษฐกิจทั้งโลกและในประเทศ ต้นทุนพลังงานและราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ทำให้ปริมาณการขนส่งสินค้าทางอากาศ (Air Cargo) ลดลง บริษัทจึงปรับตัวโดยขยายการบริการในกลุ่มขนส่งทางบกและทางเรือเพิ่มเติม 

พร้อมทั้งอัพสเกลแพลตฟอร์มหลักนอกเหนือจากใบขนสินค้า เนื่องจากที่ผ่านมา NETBAY มักถูกมองว่าเป็นเพียงผู้ให้บริการแอปพลิเคชันจัดทำเอกสารใบขนสินค้า แต่ในความเป็นจริง บริษัทเป็นผู้พัฒนา Cross-Platform ที่มีศักยภาพในการตรวจสอบข้อมูลอัตลักษณ์ (Identity) และความถูกต้องของเอกสารทางการค้า ดังนั้น ยุทธศาสตร์ใหม่จึงมุ่งเน้นนยระดับไปสู่กระบวนการนำเข้าและส่งออกให้ครอบคลุมและเกิดประโยชน์มากกว่าเดิม รวมถึงการนำเทคโนโลยี SaaS (Software as a Service) ไปขยายผลต่อยอดในอุตสาหกรรมอื่น เช่น ประกันภัย โรงพยาบาล และกลุ่มการเงิน

นอกจากนี้ บริษัทเตรียมรุกกลุ่มธนาคารและการเงิน (Banking & Finance)  เป็นเป้าหมายหลักเพื่อแก้ปัญหา Pain Point ของผู้ประกอบการ SME นำเข้า-ส่งออกที่ต้องการสภาพคล่องทางธุรกิจ เช่น สินเชื่อตามใบสั่งซื้อ (Purchase Order Financing)  โดยแพลตฟอร์มของ NETBAY จะทำหน้าที่เป็นตัวกลางยืนยันความถูกต้องของเอกสารและธุรกรรมเพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ธนาคารในการปล่อยสินเชื่อ ถือเป็นโมเดลที่สร้างประโยชน์ร่วมกันทั้งธนาคารและผู้ประกอบการ นอกจากนี้มีแผนจะรุกอีกหลายกลุ่มธุรกิจ

ทั้งนี้ แผนงานดังกล่าวกำลังเตรียมเสนอคณะกรรมการบริษัท และคาดว่าจะมีการประกาศวิสัยทัศน์ NETBAY 2030 และทิศทางการเติบโตอย่างเป็นทางการช่วงต้นปีหน้า 

นายฉัตรชัย ยังเห็นว่าความร่วมมือเอกชนกับภาครัฐ (Public-Private Partnership): มองการเชื่อมต่อกับหน่วยงานกำกับดูแล (Regulators) เป็นเรื่องจำเป็น เพื่อให้ได้ข้อมูลที่น่าเชื่อถือ (Trusted Source Data) โดยต้องปฏิบัติตามกฎหมาย PDPA อย่างเคร่งครัด ในยุค AI เป้าหมายระยะยาวคือการเป็น โครงสร้างพื้นฐานแห่งความน่าเชื่อถือ (Infrastructure of Trust)   ซึ่งประกอบด้วย 3 ส่วนสำคัญ 1. Identity (KYC) ตรวจสอบว่าผู้ทำธุรกรรมเป็นใคร มีตัวตนจริงหรือไม่  2. Authority  ตรวจสอบสิทธิและอำนาจในการทำธุรกรรม 3. Transaction Validation: ตรวจสอบความถูกต้องและความน่าเชื่อถือของธุรกรรมเพื่อป้องกันภัยไซเบอร์ Scammer

ส่วนมุมมองภัยคุกคามไซเบอร์และ AI รวมถึงความกังวลด้าน Cyber Security บริษัทมองว่าเทคโนโลยี AI ในปัจจุบันทำให้การแฮกระบบทำได้ง่ายและถี่ขึ้น อย่างไรก็ดี ในภูมิภาคอาเซียน แฮกเกอร์มักมุ่งเป้าโจมตีประเทศที่มีศูนย์รวมทรัพย์สินสูงอย่างสิงคโปร์ก่อน แต่ประเทศไทยก็ยังคงต้องระมัดระวังและปิดช่องโหว่ทางเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง

ปัจจุบันโครงสร้างบริการหลัก 3 เสาหลักทางธุรกิจ ได้แก่ 1. Shipping Net แพลตฟอร์มหลักด้านพิธีการศุลกากร การนำเข้า-ส่งออก และโซลูชันสำหรับโบรกเกอร์ขนส่ง 2. AI Box  โซลูชันการยืนยันตัวตน (Identity Verification), การทำ e-KYC, ลายมือชื่อดิจิทัล (Digital Signature) และระบบภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax)  3. Check Plus  ระบบตรวจสอบประวัติ ความเสี่ยง และข้อมูลเครดิตตามกฎหมายป้องกันการฟอกเงิน ซึ่งเชื่อมต่อกับสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) รวมถึงฐานข้อมูลตรวจสอบองค์กรและบุคคลทางการเมือง และธุรกิจในต่างประเทศ 

โดย เสาวลักษณ์ อวยพร