
สัญญาฟิวเจอร์หุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวลงในวันนี้ (4 พ.ย.) ขณะที่ราคาพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้น และดอลลาร์อ่อนค่าลง หลังพรรคเดโมแครตเริ่มคว้าชัยชนะในการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาตั้งแต่เริ่มนับคะแนน ส่งผลให้นักลงทุนประเมินว่าพรรคเดโมแครตอาจพลิกชิงเสียงข้างมากในวุฒิสภาจากพรรครีพับลิกันของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ได้ อย่างไรก็ตาม ผลการเลือกตั้งโดยรวมยังคงไม่แน่นอน
ชัยชนะที่สำคัญเกิดขึ้นในรัฐนอร์ทแคโรไลนา เมื่อ รอย คูเปอร์ อดีตผู้ว่าการรัฐจากพรรคเดโมแครต เอาชนะ ไมเคิล วอตลีย์ ผู้สมัครจากพรรครีพับลิกันที่ได้รับการสนับสนุนจากทรัมป์ได้อย่างขาดลอยตามการคาดการณ์ของสื่อ ทำให้พรรคเดโมแครตพลิกคว้าที่นั่งวุฒิสภาซึ่งเดิมเป็นของพรรครีพับลิกันได้สำเร็จ โดยชัยชนะครั้งนี้นับเป็น 1 ใน 4 ที่นั่งสุทธิที่พรรคเดโมแครตต้องได้เพิ่มเพื่อครองเสียงข้างมากในวุฒิสภา
นอกจากนี้ จอน ออสซอฟ จากพรรคเดโมแครตยังชนะการเลือกตั้งในรัฐจอร์เจียและรักษาที่นั่งวุฒิสมาชิกไว้ได้ ขณะที่พรรคเดโมแครตมีแนวโน้มคว้าชัยชนะในการเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎร แต่การแข่งขันชิงที่นั่งในวุฒิสภายังคงสูสีและต้องติดตามผลเป็นรายรัฐ ทำให้นักลงทุนจับตาว่าผลการเลือกตั้งจะเปลี่ยนแปลงดุลอำนาจทางการเมืองในกรุงวอชิงตันอย่างไร
ชารู ชานานา หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุนของ Saxo ในสิงคโปร์ ระบุว่า นักลงทุนเริ่มประเมินว่าพรรคเดโมแครตอาจคว้าชัยชนะได้มากกว่าที่คาด ซึ่งอาจทำให้รัฐบาลทรัมป์มีข้อจำกัดในการผลักดันมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม
ขณะเดียวกัน ตลาดคาดการณ์ผลการเลือกตั้งเริ่มสะท้อนโอกาสที่พรรคเดโมแครตจะกวาดชัยชนะทั้งในสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภามากขึ้น โดยมีการเดิมพันผลการเลือกตั้งกลางเทอมครั้งนี้รวมกันมากกว่า 1.48 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งถือเป็นบททดสอบครั้งใหม่ของตลาดคาดการณ์รูปแบบดังกล่าว
ความเคลื่อนไหวในตลาดสะท้อนให้เห็นจากสัญญาฟิวเจอร์ S&P500 ที่ลดลง 0.8% และ Nasdaq ฟิวเจอร์ที่ร่วงลง 1.8% ส่วนอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ลดลง 0.06 จุดเปอร์เซ็นต์ สู่ระดับ 4.906%
ชานานากล่าวเพิ่มเติมว่า การปรับตัวลงที่รุนแรงของ Nasdaq ฟิวเจอร์สะท้อนความกังวลว่า การเปลี่ยนแปลงดุลอำนาจทางการเมืองอาจนำไปสู่การกำกับดูแลธุรกิจ AI และบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ที่เข้มงวดขึ้น โดยเกิดขึ้นในช่วงที่นักลงทุนเริ่มตั้งคำถามเกี่ยวกับมูลค่าหุ้นที่อยู่ในระดับสูงและการใช้จ่ายด้าน AI ที่เพิ่มขึ้นอยู่แล้ว
อย่างไรก็ตาม เธอมองว่า การปรับลดลงของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อาจช่วยบรรเทาแรงกดดันต่อตลาดได้ในระยะต่อไป ทำให้แรงเทขายในช่วงแรกอาจไม่ต่อเนื่อง
ผลการเลือกตั้งครั้งนี้ยังอาจส่งผลต่อตลาดในหลายภาคส่วนที่อ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ทั้งการลงทุนก่อสร้างศูนย์ข้อมูล AI แนวโน้มฐานะการคลังของสหรัฐฯ การใช้จ่ายด้านกลาโหม รวมถึงทิศทางการกำกับดูแลธุรกิจในอุตสาหกรรมเฮลท์แคร์ ธนาคาร และคริปโทเคอร์เรนซี
ด้านตลาดเงิน ดอลลาร์อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักหลายสกุล โดยยูโรแข็งค่าขึ้น 0.4% สู่ระดับ 1.1239 ดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ปอนด์แข็งค่าขึ้น 0.37% สู่ระดับ 1.3464 ดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้ดัชนีดอลลาร์ลดลง 0.32% มาอยู่ที่ระดับ 101.39
โดย กัลยาณี ชีวะพานิช/รัตนา พงศ์ทวิช





