
นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เห็นชอบการปรับประมาณการตัวเลขเศรษฐกิจไทยสำหรับปี 2569 โดยในส่วนของอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ได้ปรับขึ้นเป็น 2.4-2.5% (เดิม 2.1-2.5%) การส่งออก ปรับขึ้นเป็น 18-22% (เดิม 12-16%) และอัตราเงินเฟ้อ ปรับลงเหลือ 2.1-2.5% (เดิม 2.5-3.0%)
| ปี 2568 | ปี 2569 ( ณ ก.ย. – ต.ค.69) | ปี 2569 (ณ พ.ย.69) | |
| GDP | 2.4% | 2.1 – 2.5% | 2.4 – 2.6% |
| การส่งออก | 12.9% | 12 – 16% | 18 – 22% |
| เงินเฟ้อ | -0.1% | 2.5 – 3.0% | 2.1 – 2.5% |

นายพจน์ กล่าวว่า ความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจโลกปรับตัวสูงขึ้น และต้องติดตามอย่างใกล้ชิด จากทั้งราคาน้ำมันดิบที่ทรงตัวสูงราว 105-110 ดอลลาร์/บาร์เรล ในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน และมีแนวโน้มสูงต่อไปตามความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งส่งผ่านสู่ภาระค่าครองชีพ และกดดันเงินเฟ้อ ขณะที่ภาครัฐมีข้อจำกัดในการใช้มาตรการทางการคลังมากขึ้น ก่อกระแสลุกลามเป็นการชุมนุมประท้วงในหลายประเทศของยุโรป
ด้านตลาดการเงิน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวยังอยู่ในระดับสูง ท่ามกลางความกังวลของตลาดต่อภาวะฟองสบู่ในกลุ่ม AI ปัจจัยเหล่านี้ จะสร้างแรงกดดันต่อแนวโน้มเศรษฐกิจโลกในระยะข้างหน้า
สำหรับการปรับปรุงดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) ทำให้เห็นภาพภาคการผลิตที่เติบโต โดยดัชนี MPI ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 69 เติบโต 2.6% ต่างจากดัชนีเดิมที่ชี้ว่าภาคการผลิตหดตัว โดยเฉพาะสินค้ากลุ่มเทคโนโลยี ที่เติบโตถึง 18.9% ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกับ FDI ที่เร่งตัวขึ้นในช่วงก่อนหน้า และการส่งออกที่มีการเติบโตสูงในปีนี้
“ดัชนี MPI ใหม่ช่วย ให้ข้อมูลภาคการผลิตสอดคล้องกับเทรนด์ดิจิทัลของโลก ที่ขับเคลื่อนการส่งออก และเศรษฐกิจได้ดีขึ้น คาดว่าการปรับปรุงดัชนี MPI ทำให้ประมาณการ GDP ปี 69 ปรับขึ้นเป็น 2.4-2.6% จากเดิม 2.1-2.5%” นายพจน์ ระบุ

*กังวลเศรษฐกิจไทย โตแบบ K-shape ชัดขึ้น
ขณะเดียวกัน กกร. มีความกังวลต่อการเติบโตของเศรษฐกิจ ที่เป็นไปในลักษณะ K-shape มากขึ้น สะท้อนจากดัชนี MPI ใหม่ที่กลุ่ม K ขาบนกระจุกตัวจากกระแส AI และ Data Center ของโลก แต่มีสัดส่วนการใช้วัตถุดิบนำเข้าสูงถึงราว 60% จึงส่งผ่านผลบวกต่อเศรษฐกิจจำกัด ขณะที่กลุ่ม K ขาล่างต้องเผชิญกับกำลังซื้อในประเทศที่อ่อนแอ จึงจำเป็นต้องเร่งกระจายผลจาก K ขาบน ให้เป็น “ตัวเร่ง” สำคัญที่สร้างมูลค่าเพิ่ม ก่อให้เกิดการจ้างงานคนไทยและใช้ supply chain ไทย รวมถึงการยกระดับกลุ่ม K ขาล่าง เพิ่มความสามารถในการแข่งขัน และทำให้ธุรกิจไทยสามารถได้รับประโยชน์ เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตที่ทั่วถึงได้มากขึ้น
สำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน ซึ่งเป็นเสาหลักที่มีมูลค่า และความสำคัญต่อเศรษฐกิจไทยสูงถึง 10% ของ GDP พร้อมช่วยรักษาการจ้างงานกว่า 800,000 คน และสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบห่วงโซ่อุปทานที่มีผู้ประกอบการ SMEs กว่า 3,000 ราย โดยมาตรการดังกล่าว คาดว่าจะช่วยกระตุ้นให้อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในปี 2570 เติบโตได้ไม่น้อยกว่า 7% ต่อปี และผลักดันยอดการผลิตรถยนต์ในประเทศให้กลับขึ้นสู่ระดับ 1.55 ล้านคันต่อปี
อีกทั้งยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ ในการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์แห่งอนาคต และชิ้นส่วนมูลค่าเพิ่มสูง (E-Parts/CAV) ดึงดูดเม็ดเงินลงทุนตั้งฐานผลิต และศูนย์วิจัยพัฒนา (R&D) จากพันธมิตรระดับโลกจากต่างประเทศ เพื่อยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของไทยสู่ฐานการผลิตและส่งออกระดับสากล
นายพจน์ กล่าวว่า กกร. สนับสนุนภาครัฐในการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิต สำหรับรถยนต์ BEV และ REEV นำเข้าสำเร็จรูป (CBU) ขึ้นเป็น 35% อย่างไรก็ดี ที่ประชุม กกร. มีข้อสังเกตและข้อควรระวังสำคัญ คือช่วงสุญญากาศหรือ Gap 2 เดือน เนื่องจากมาตรการประกาศออกมาในปัจจุบัน แต่จะมีผลบังคับใช้จริงในเดือนม.ค. 70 จึงต้องเฝ้าระวังไม่ให้มีการเร่งนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าหรือสินค้าเข้ามาสต๊อกล่วงหน้า
พร้อมฝากถึงผู้ผลิตในประเทศว่า เมื่อภาครัฐช่วยลดช่องว่างความเสียเปรียบ และสร้างกติกาการแข่งขันที่เป็นธรรมแล้ว ผู้ผลิตต้องไม่ฉวยโอกาสเอาเปรียบผู้บริโภค
*จี้รัฐเอาจริงปราบปรามปัญหาขยะอุตสาหกรรม
นายพจน์ กล่าวว่า ที่ประชุม กกร. มีความเป็นห่วงอย่างยิ่งต่อปัญหากากอุตสาหกรรมที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ จึงสนับสนุนแนวนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงอุตสาหกรรม ในการเข้าควบคุม ตรวจสอบกากอุตสาหกรรมนำเข้า และปราบปรามโรงงานที่กระทำผิดกฎหมายอย่างจริงจัง โดยเฉพาะการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม
พร้อมสนับสนุนการบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาดและเป็นธรรม รวมถึงการสั่งปิดโรงงานหรือเพิกถอนใบอนุญาตตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด โดยยืนยันหลักการสำคัญว่า “ภาคเอกชนไม่ปกป้องผู้กระทำผิด และผู้ประกอบการที่ปฏิบัติถูกต้องตามกฎหมายต้องไม่เสียเปรียบผู้ที่ฝ่าฝืนกฎหมาย”
ทั้งนี้ กกร. จะมีการประชุมหารือ เพื่อจัดทำข้อเสนอแนวทางการบริหารจัดการกากอุตสาหกรรมอย่างเป็นระบบ มีความโปร่งใสและสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ตลอดห่วงโซ่ เพื่อคุ้มครองประชาชนและสิ่งแวดล้อม สร้างความเป็นธรรมในการแข่งขัน และเสริมสร้างความเชื่อมั่นต่อภาคการผลิตและเศรษฐกิจในระยะยาว

*ผลพวงประชุม IMF-World Bank ถือเป็น Second Take-off ของไทย
การประชุม IMF-World Bank Group ที่เพิ่งจบไป เป็นโอกาสสำหรับ Second Take-off ของไทย โดยประเทศไทยสามารถมีบทบาทสำคัญในการเป็น Trusted Connector เชื่อมต่อการลงทุนระลอกใหม่ที่หลั่งไหลเข้าประเทศ ทั้งคลื่นลงทุนใหม่ในอุตสาหกรรมอนาคตที่สอดรับกับเทรนด์โลก ตลอดจนการลงทุนในการเปลี่ยนผ่านพลังงาน เพื่อผลักดันไทยก้าวสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ
ทั้งนี้ กกร. พร้อมร่วมขับเคลื่อน 7 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ตามแนวทาง Reinvent Thailand ผ่านกลไก กรอ. เพื่อยกระดับผลิตภาพและทุนมนุษย์ สนับสนุนการเติบโตที่แข็งแกร่ง ยั่งยืน และทั่วถึงต่อไป
โดย ปภัสสร องค์พิเชฐเมธา/ กษมาพร กิตติสัมพันธ์





