In Focus: AI กับศึกเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ตัวแปรใหม่ในเกมการเมือง

การเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐอเมริกา นอกจากมีนัยสำคัญทางการเมืองแล้ว ยังถือเป็นฉากทัศน์ที่แสดงให้เห็นว่าเทคโนโลยีขั้นสูงอย่างปัญญาประดิษฐ์ (AI) ได้เข้ามามีบทบาทและอิทธิพลต่อการเมืองในระดับที่ลึกซึ้งและแนบเนียนมากกว่าที่คาดคิด จากเดิมที่ถูกมองว่าเป็นเพียงเครื่องมือสนับสนุนการหาเสียงทั่วไป ได้ยกระดับสู่การเป็นตัวแปรที่ทรงพลัง แทรกซึมและขับเคลื่อนตั้งแต่กลยุทธ์การหาเสียง การกำหนดทิศทางนโยบายสาธารณะ ไปจนถึงการขับเคลื่อนทิศทางของตลาดการเงิน นำมาซึ่งความท้าทายใหม่ทั้งก่อนและหลังการเลือกตั้ง

AI พลิกโฉมกลยุทธ์สู้ศึกเลือกตั้ง

โฆษณา AI เม็ดเงินสะพัด: ในการเลือกตั้งกลางเทอมครั้งนี้ โฆษณาทางการเมืองที่สร้างขึ้นด้วย AI มีมูลค่าพุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด โดยในเดือนตุลาคม Wesleyan Media Project ซึ่งติดตามเม็ดเงินโฆษณาทางการเมืองที่สร้างขึ้นด้วย AI ระบุว่า ตรวจพบโฆษณาประเภทดังกล่าวไปแล้วอย่างน้อย 220 ชิ้น คิดเป็นมูลค่ารวมสูงกว่า 137 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งตัวเลขนี้พุ่งทะยานขึ้นอย่างมหาศาลจากเพียงประมาณ 50,000 ดอลลาร์สหรัฐในการเลือกตั้งเมื่อปี 2567 ยิ่งไปกว่านั้น มูลค่าดังกล่าวยังเป็นตัวเลขประมาณการที่ต่ำกว่าความเป็นจริง เนื่องจากระบบไม่สามารถตรวจจับการใช้ AI ในชิ้นงานโฆษณาได้ทั้งหมด

เปิดช่องเผยแพร่ข้อมูลลวง: โฆษณาทางการเมืองที่สร้างขึ้นด้วย AI จำนวนมากไม่ติดป้ายกำกับหรือเปิดเผยให้สาธารณชนทราบว่ามีการใช้เทคโนโลยีดังกล่าวในการผลิต ขณะที่ความก้าวหน้าของ AI ช่วยให้สร้างชิ้นงานที่มีความแนบเนียนได้ด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่าในอดีตอย่างมาก ผู้ที่ต้องการเผยแพร่ข้อมูลบิดเบือนสามารถผลิตเนื้อหาได้อย่างรวดเร็วและหลีกเลี่ยงระบบกลั่นกรองของแพลตฟอร์มต่าง ๆ ได้ โดยมีการนำเทคโนโลยี Deepfake มาใช้สร้างโฆษณาทางการเมืองที่มีเนื้อหายั่วยุ เช่น การสร้างภาพจำลองผู้สมัครพรรคเดโมแครตหัวเราะชอบใจให้กับป้ายข้อความ “Death to America” (อเมริกาจงพินาศ) และ “Celebrate 9/11” (ฉลองเหตุการณ์ 11 กันยายน) หรือภาพจำลองผู้สมัครพรรครีพับลิกันจัดงานเลี้ยงร่วมกับผู้นำอิหร่านที่กำลังใช้ดาบโค้งทำลาย “ดาวดาวิด” สัญลักษณ์ของชาวยิว ขณะที่แชตบอตอย่าง ChatGPT, Gemini และ Grok ยังขาดประสิทธิภาพในการปฏิเสธคำขอสร้างเนื้อหาบิดเบือนเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ซึ่งเนื้อหาลักษณะนี้ทำให้ประชาชนสับสนระหว่างข้อเท็จจริงกับข้อมูลเท็จ สูญเสียความเชื่อมั่นต่อข้อมูลข่าวสารที่ได้รับ และส่งผลกระทบต่อความสามารถในการตัดสินใจเลือกตั้ง

ช่วงชิงคะแนนเสียงด้วยอัลกอริทึม AI: ผลสำรวจของ American Association of Political Consultants Foundation พบว่า มีผู้ตอบแบบสำรวจเพียง 1% ที่มองว่า AI เป็นแหล่งข้อมูลการเลือกตั้งที่น่าเชื่อถือมากที่สุด แต่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งถึง 20% กลับตั้งใจว่าจะใช้ AI เพื่อสืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ขณะที่ราว 40% เคยได้รับข้อมูลการเลือกตั้งผ่านบทสรุปผลการค้นหาที่สร้างโดย AI มาแล้ว ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนถึงบทบาทที่เพิ่มขึ้นของ AI ในการรับรู้ข้อมูลทางการเมืองของประชาชน และส่งผลให้เกิดธุรกิจให้คำปรึกษาแก่ผู้สมัครรับเลือกตั้งในการกำหนดทิศทางและปรับแต่งข้อมูล เพื่อให้อัลกอริทึมของ AI นำเสนอข้อมูลและภาพลักษณ์ของตนเองในเชิงบวก

AI สมรภูมิอำนาจทางการเมือง

ทุนบิ๊กเทคขับเคลื่อนเกมการเมือง: โฆษณาหาเสียงที่ชูประเด็นด้านเทคโนโลยีมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางการขยายตัวของเครือข่ายคณะกรรมการดำเนินการทางการเมือง หรือ Political Action Committee (PAC) ซึ่งเป็นองค์กรที่จัดตั้งขึ้นเพื่อระดมทุนและนำเงินไปใช้สนับสนุนหรือคัดค้านผู้สมัครรับเลือกตั้ง พรรคการเมือง หรือนโยบายและกฎหมายต่าง ๆ โดย PAC ทั้งกลุ่มที่สนับสนุนและคัดค้าน AI ใช้เงินรวมกันหลายร้อยล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อสร้างอิทธิพลต่อการเลือกตั้ง ซึ่งเม็ดเงินมหาศาลที่ถูกอัดฉีดเข้าสู่สนามการเมืองได้ผลักดันให้ประเด็นด้านเทคโนโลยีก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญของการเลือกตั้งกลางเทอมครั้งนี้

ทั้งนี้ กลุ่ม Super PAC ที่ได้รับเงินสนับสนุนจากมหาเศรษฐีในแวดวงเทคโนโลยีถือเป็นหนึ่งในกลุ่มที่ใช้จ่ายเงินมากที่สุดในการเลือกตั้งครั้งนี้ เช่น กลุ่ม Leading the Future ซึ่งร่วมก่อตั้งโดยเกร็ก บร็อกแมน ประธานบริษัท OpenAI ระดมทุนได้มากกว่า 75 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อนำไปสนับสนุนผู้สมัครที่มีแนวคิดเอื้อต่ออุตสาหกรรมเทคโนโลยี ขณะที่อีลอน มัสก์ ทุ่มเงินสูงถึง 366 ล้านดอลลาร์สหรัฐให้แก่กิจกรรมทางการเมืองของพรรครีพับลิกัน ในขณะเดียวกัน มีการนำเงินทุนจากอุตสาหกรรม AI ไปสนับสนุน PAC ที่ส่งเสริมการออกกฎระเบียบควบคุม AI ด้วยเช่นกัน

การเมืองเรื่องดาต้าเซ็นเตอร์: การก่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ AI กลายเป็นประเด็นที่มีนัยสำคัญในการเลือกตั้งครั้งนี้ โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำหนดให้การเร่งก่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์เป็นวาระสำคัญด้านเศรษฐกิจและความมั่นคงของชาติ ขณะที่ Morgan Stanley คาดการณ์ว่า บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ระดับโลก ซึ่งรวมถึง Microsoft, Amazon, Alphabet และ Meta จะทุ่มลงทุนในโครงการต่าง ๆ รวมมูลค่ามากกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2570 อย่างไรก็ตาม กระแสต่อต้านการก่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ได้ขยายตัวอย่างรวดเร็วในหลายรัฐ เนื่องจากประชาชนในพื้นที่เริ่มได้รับผลกระทบโดยตรงจากการใช้พลังงานไฟฟ้าและทรัพยากรน้ำในปริมาณมหาศาลของดาต้าเซ็นเตอร์ จนส่งผลให้ค่าครองชีพและค่าไฟฟ้าภาคครัวเรือนปรับตัวสูงขึ้น

ผลสำรวจในเดือนตุลาคมที่จัดทำโดย ABC News/Washington Post/Ipsos ระบุว่า ผู้ตอบแบบสำรวจชาวอเมริกัน 57% มองว่า AI ส่งผลเสียต่อสังคม ขณะที่ 66% คัดค้านการก่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์แห่งใหม่ในสหรัฐฯ และ 72% คัดค้านการก่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์แห่งใหม่ในชุมชนที่ตนอาศัยอยู่ สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้พรรคเดโมแครตชูนโยบายคุมเข้ม AI เป็นจุดขายในการหาเสียง ขณะที่ผู้สมัครจากพรรครีพับลิกันจำนวนหนึ่งก็พยายามเว้นระยะห่างจากนโยบายสนับสนุน AI ของปธน.ทรัมป์ นอกจากนี้ กระแสต่อต้านยังส่งผลให้ OpenAI เริ่มเว้นระยะห่างจากกลุ่ม Leading the Future ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา และประธานบริษัท OpenAI ตัดสินใจถอนตัวจากแผนบริจาคเงิน 25 ล้านดอลลาร์สหรัฐให้แก่กลุ่มดังกล่าว

AI กดดันตลาดหุ้นทั่วโลก

ผลเลือกตั้งกับความผันผวนของหุ้น AI: หุ้นกลุ่ม AI กำลังเผชิญความผันผวน เนื่องจากนักลงทุนเริ่มกังขาว่าการทุ่มเม็ดเงินลงทุนมหาศาลในด้าน AI จะให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าจริงหรือไม่ นอกจากนี้ ราคาหุ้นกลุ่ม AI และเซมิคอนดักเตอร์ก็พุ่งขึ้นสูงมากจนนักลงทุนเริ่มกังวลว่าตลาดกำลังอยู่ในภาวะฟองสบู่ ซึ่งความหวั่นวิตกดังกล่าวเป็นปัจจัยถ่วงตลาดหุ้นทั่วโลกในช่วงที่ผ่านมา

บรรดานักวิเคราะห์มองว่า หากพรรคเดโมแครตชนะการเลือกตั้งกลางเทอม อาจยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อหุ้นกลุ่ม AI เนื่องจากเดโมแครตมีนโยบายคุมเข้มดาต้าเซ็นเตอร์และคัดค้านการลดหย่อนภาษีให้บริษัทเทคโนโลยี โดย Goldman Sachs ระบุว่า หากเดโมแครตสามารถครองเสียงข้างมากในสภาใดสภาหนึ่งของสภาคองเกรส คาดว่าจะมีการตรวจสอบบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ และรัฐต่าง ๆ อาจเดินหน้าออกกฎหมายควบคุมและจำกัดการใช้ AI ที่เข้มงวดมากขึ้น

การเลือกตั้งกลางเทอมครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า AI ไม่ได้เป็นเพียงเทคโนโลยีที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจและสังคม แต่ยังกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่เชื่อมโยงกับการแข่งขันทางการเมือง อิทธิพลของกลุ่มทุนเทคโนโลยี และทิศทางตลาดการเงินโลก ดังนั้น ทิศทางของ AI หลังการเลือกตั้งจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับสมดุลระหว่างนโยบายภาครัฐ ผลประโยชน์ทางธุรกิจ และความสามารถในการสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนอย่างยั่งยืน

โดย ปรียพรรณ มีสุข/ปนัยดา ปัทมโกวิท

ข่าวล่าสุด