
SCB EIC มองอุตสาหกรรมเกษตรปี 70 เผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งผลกระทบจากเอลนีโญ ความเสี่ยงจากราคาพลังงานผันผวน รวมถึงความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าสหรัฐฯ
ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ประเมินว่า ปี 70 อุตสาหกรรมเกษตรในภาพรวมมีแนวโน้มได้รับผลกระทบจากผลของเอลนีโญ โดยอุตสาหกรรมยางพารา น้ำตาล และมันสำปะหลังมีแนวโน้มขยายตัว ขณะที่อุตสาหกรรมข้าวและปาล์มน้ำมันมีแนวโน้มหดตัว ดังนี้
– อุตสาหกรรมน้ำตาล: มีแนวโน้มขยายตัว จากการส่งออกที่มีแนวโน้มกลับมาขยายตัว จากปัจจัยหนุนด้านราคา ขณะที่ปริมาณผลผลิตมีแนวโน้มลดลงจากผลกระทบของเอลนีโญ โดยในปี 70 คาดว่ามูลค่าการส่งออกน้ำตาลของไทยจะปรับตัวเพิ่มขึ้นที่ +21.8%YOY เนื่องจากตลาดน้ำตาลโลกมีแนวโน้มกลับมาขาดดุล จากผลกระทบของเอลนีโญ ประกอบกับแรงจูงใจในการนำอ้อยไปผลิตเอทานอลที่เพิ่มขึ้นในบราซิล ส่งผลให้ราคาน้ำตาลโลกปรับตัวสูงขึ้น
– อุตสาหกรรมยางพารา: มีแนวโน้มขยายตัว โดย SCB EIC คาดว่า ในปี 70 มูลค่าการส่งออกยางพารา
มีแนวโน้มฟื้นตัวราว +2.2% YOY จากราคายางที่มีแนวโน้มอยู่ในระดับสูงในระยะสั้น จากอุปทานที่ตึงตัวตามผลกระทบของเอลนีโญในปี 69-70 ประกอบกับราคาน้ำมันดิบที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งเพิ่มต้นทุนยางสังเคราะห์และสนับสนุนราคายางธรรมชาติ
– อุตสาหกรรมปาล์มน้ำมัน: มีแนวโน้มหดตัวเล็กน้อย เนื่องจากแม้ราคาน้ำมันปาล์มดิบจะปรับตัวเพิ่มขึ้น แต่ปริมาณผลผลิตมีแนวโน้มลดลง และอุปสงค์การใช้งานน้ำมันปาล์มดิบโดยรวมมีแนวโน้มหดตัว โดยผลผลิตปาล์มสดคาดว่าจะอยู่ที่ 17.5 ล้านตัน (-2%YOY) ลดลงจากภาวะ Super El Nino ซึ่งส่งผลให้อัตราผลผลิตต่อไร่ลดลง ขณะที่ราคาน้ำมันปาล์มดิบมีแนวโน้มอยู่ที่ 39.8 บาท/กก. (+2%YOY) ปรับตัวเพิ่มขึ้นตามราคาวัตถุดิบปาล์มสดที่เพิ่มขึ้น ซึ่งได้รับผลกระทบมาจากอุปทานที่หายไปจากภาวะเอลนีโญ โดยเฉพาะในช่วงไตรมาส 4/69 ถึงไตรมาส 2/70
– อุตสาหกรรมข้าว: มีแนวโน้มหดตัว จากปริมาณผลผลิตที่มีแนวโน้มปรับตัวลดลงจากผลกระทบของเอลนีโญ โดยในปี 70 คาดว่ามูลค่าการส่งออกข้าวมีแนวโน้มฟื้นตัวได้ค่อนข้างจำกัดอยู่ที่ +5%YOY แม้เอลนีโญอาจหนุนคำสั่งซื้อจากประเทศผู้นำเข้าเพื่อสะสมสต็อก แต่การส่งออกถูกกดดันจากความสามารถในการแข่งขันด้านราคาที่ด้อยกว่าคู่แข่ง
– อุตสาหกรรมมันสำปะหลัง: ในปี 70 มีแนวโน้มขยายตัว สอดคล้องกับมูลค่าการส่งออกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยมีปัจจัยหนุนจากปริมาณผลผลิตที่เริ่มกลับมาฟื้นตัวและความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังของประเทศคู่ค้าที่ยังมีแนวโน้มขยายตัวตามการเติบโตของเศรษฐกิจ โดยในปี 70 คาดว่า มูลค่าการส่งออกมันสำปะหลังมีแนวโน้มขยายตัว +8.9%YOY ตามปริมาณการส่งออกที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น และราคาที่ยังทรงตัวอยู่ในระดับสูงจากปัญหาอุปทานที่ตึงตัว แต่ยังคงต้องเฝ้าระวังความเสี่ยงจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มชะลอลง
ทั้งนี้ ภาคเกษตรไทยเผชิญความท้าทายจากเศรษฐกิจและสภาพภูมิอากาศ ขณะที่กระแสความยั่งยืนเปิดโอกาสใหม่ในการแข่งขัน ได้แก่
– การเติบโตของเศรษฐกิจจีนที่ชะลอลงและเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าที่ยังขยายตัวในระดับต่ำ มีแนวโน้มจำกัดการเติบโตของอุปสงค์สินค้าเกษตรในตลาดโลก
– ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลต่อราคาพลังงาน ความผันผวนของราคาน้ำมันยังเป็นปัจจัยกดดันต่อแนวโน้มราคาพืชพลังงานและยางพารา
– นโยบายภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ จะกระทบต่ออุตสาหกรรมเกษตรไทยผ่าน 4 ช่องทางหลัก ได้แก่ 1) การส่งออกสินค้าไปสหรัฐฯ 2) การส่งออกสินค้าขั้นกลาง 3) การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก และ 4) การเปิดตลาดสินค้า โดยพืชแต่ละชนิดจะได้รับผลกระทบที่แตกต่างกัน แต่โดยรวมผลกระทบมีค่อนข้างจำกัด เนื่องจากสินค้าเกษตรส่วนใหญ่ของไทยพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ ไม่มาก
ส่วนสินค้าที่พึ่งพาตลาดสหรัฐฯ สูง เช่น ข้าว เป็นสินค้าที่สหรัฐฯ ยังไม่สามารถหาสินค้าทดแทนได้ สำหรับการเปิดตลาดคาดว่าจะมีผลกระทบไม่มากเนื่องจากเป็นการเปิดตลาดแบบค่อยเป็นค่อยไปและมีเงื่อนไขในการเปิด เพื่อไม่ให้กระทบต่อผู้ผลิตในประเทศ
– ปริมาณน้ำฝนและน้ำในเขื่อนที่คาดว่าจะน้อยกว่าปกติจากผลของเอลนีโญ โดยคาดว่าภาวะฝนน้อยและฝน
ทิ้งช่วงต่อเนื่องถึงไตรมาส 1/70 ส่งผลให้ปริมาณผลผลิตอ้อย ข้าวนาปี ยางพารา และปาล์มน้ำมันปรับตัวลดลงในระยะข้างหน้า
– กระแสความยั่งยืน โดยเฉพาะการบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยสินค้าที่ปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่า (EU Deforestation Regulation: EUDR) จะช่วยสนับสนุนการส่งออกยางพาราและปาล์มน้ำมันของไทย
โดย ปภัสสร องค์พิเชฐเมธา/รัชดา คงขุนเทียน





